Jujitsu กับ BJJ ต่างกันอย่างไร ในมุมมองผู้เฝ้ามองการเติบโตของทั้งสองวิชา
บทความเจาะลึกความแตกต่างระหว่างจูจุสึญี่ปุ่นโบราณกับ Brazilian Jiu-Jitsu ผ่านประวัติศาสตร์ตั้งแต่ยุคซามูไร เส้นทางของมิตสึโยะ มาเอดะสู่บราซิล วิวัฒนาการคู่ขนานของโคเซ็นจูโด และจุดเปลี่ยนที่ BJJ กลับเข้าสู่ญี่ปุ่นผ่านศึก VTJ 1995

โดย
ธนินพงษ์ ศุภพิทักษ์พงษ์ (Phoenix)ผู้ก่อตั้งและครูผู้สอน IMAC Dojoอัปเดต 22 ก.ย. 2569
- ผู้เขียน
- ธนินพงษ์ ศุภพิทักษ์พงษ์ (Phoenix)
- เผยแพร่
- ปรับปรุงล่าสุด
- แหล่งข้อมูล
- 5
- เวลาอ่าน
- 13 นาที
คำตอบสั้น ๆ
พูดให้ชัดที่สุด 柔術 (จูจุสึ — ศิลปะการต่อสู้มือเปล่าญี่ปุ่นโบราณ) กับ Brazilian Jiu-Jitsu หรือ BJJ มีรากเดียวกันแต่วิวัฒนาการคนละทาง จูจุสึญี่ปุ่นดั้งเดิมออกแบบมาเพื่อสงครามและการเผชิญหน้าหลายคนพร้อมอาวุธ จึงเน้นยืนสู้ ทุ่ม หักข้อต่อ และสังหาร ส่วน BJJ ถูกกลั่นกรองจากยูโดโคโดกังผ่านมิตสึโยะ มาเอดะ แล้วพัฒนาในบราซิลจนกลายเป็นระบบต่อสู้ภาคพื้นที่ลึกที่สุดในโลก ถ้าอยากรู้ว่าอันไหนเหมาะกับตัวเอง คำตอบขึ้นอยู่กับว่าคุณต้องการความหลากหลายแบบกีฬายูยิตสูสมัยใหม่ หรือความเชี่ยวชาญเฉพาะทางแบบ BJJ
สรุปประเด็นสำคัญ
- 竹内流 (ทาเคโนอุจิริว — สำนักจูจุสึที่เก่าแก่ที่สุดของญี่ปุ่น) ก่อตั้งปี 1532 เพื่อใช้ในสนามรบขณะสวมชุดเกราะ
- มิตสึโยะ มาเอดะ นักยูโดโคโดกังชาวญี่ปุ่น คือผู้นำวิชาไปสอนตระกูลเกรซีที่บราซิล ไม่ใช่คนบราซิลไปเรียนที่ญี่ปุ่น
- 高専柔道 (โคเซ็นจูโด — ยูโดสายโรงเรียนเตรียมอุดมของญี่ปุ่น) พัฒนาสามเหลี่ยมรัดคอคู่ขนานกับบราซิลโดยไม่รู้จักกัน
- นากาอิ ยูกิ นักสู้ตาบอดข้างขวาจากการชกใน VTJ 1995 คือผู้นำ BJJ กลับเข้าสู่ญี่ปุ่นอย่างเป็นระบบ
- เข็มขัดดำ BJJ ต้องใช้เวลาสะสมอย่างน้อย 31 ปีตามเกณฑ์ IBJJF/JBJJF ขณะที่ยูโดใช้เวลาราว 1-2 ปี
- กีฬายูยิตสูสมัยใหม่ (Ju-Jitsu Fighting System) รวมสามระยะการต่อสู้ไว้ในกติกาเดียว ต่างจาก BJJ ที่เน้นภาคพื้นล้วน
ทุกครั้งที่มีคนถามผมว่า Jujitsu กับ BJJ ต่างกันอย่างไร ผมมักจะยิ้มก่อนตอบ เพราะคำถามนี้ดูเหมือนง่าย แต่จริง ๆ แล้วซ่อนเรื่องราวยาวนานกว่าสี่ร้อยปีเอาไว้ข้างใน ในฐานะคนที่คลุกคลีกับศิลปะการต่อสู้หลายแขนงมาทั้งชีวิต ผมเห็นว่าความเข้าใจผิดเรื่องนี้เกิดขึ้นบ่อยมาก ทั้งในหมู่ผู้ปกครองที่พาลูกมาเลือกเรียน และในหมู่นักกีฬาที่อยากรู้ว่าจะฝึกอะไรต่อดี
สารบัญบทความ
รากเหง้าของ柔術ญี่ปุ่นโบราณ ก่อนจะแตกแขนงเป็นยูโดและ BJJ
ย้อนกลับไปในยุคเซ็นโกกุ (สงครามกลางเมืองญี่ปุ่น) นักรบที่สวมเกราะหนักต่อสู้กันในระยะประชิด การชกต่อยแทบไม่มีผล เพราะเกราะกันแรงกระแทกได้ดี สิ่งที่ได้ผลจริงคือการทำให้คู่ต่อสู้เสียหลักล้ม แล้วแทงมีดสั้นเข้าไปตามรอยต่อของเกราะ อย่างคอ รักแร้ หรือขาหนีบ นี่คือที่มาของ 組討 (คุมิอุจิ — การปล้ำประชิดตัวขณะสวมเกราะ) และ 小具足 (โคกุโซกุ — ชุดเทคนิคต่อสู้ระยะประชิดด้วยมีดสั้น) ซึ่งเป็นรากของจูจุสึทุกสำนัก
สำนักที่เก่าแก่ที่สุดที่ยังมีบันทึกยืนยันคือ 竹内流 (ทาเคโนอุจิริว) ก่อตั้งในปี 1532 โดยทาเคโนอุจิ นากะสึกะสะโนไทฟุ ฮิซาโมริ ตำนานเล่าว่าท่านอดอาหารบำเพ็ญตบะหกวันหกคืนแล้วได้รับการถ่ายทอดวิชาจากเทพเจ้าจำแลง ก่อนพัฒนาเป็นชุดเทคนิค "โครโดยศ่มขอ (โคชิมาวาริ) ยี่สิบห้าข้อ" และ "จับกุมห้าข้อ" ที่ครอบคลุมทั้งการหักข้อต่อ การใช้มีดสั้น และการมัดตัวด้วยเชือก ผมมองว่าจุดนี้สำคัญมาก เพราะมันชี้ให้เห็นว่าจูจุสึไม่เคยเป็น "กีฬา" ตั้งแต่ต้น มันคือระบบเอาชีวิตรอด (ที่มา: การวิจัยประวัติศาสตร์จูจุสึญี่ปุ่น)
พอเข้าสู่ยุคเอโดะที่บ้านเมืองสงบ ซามูไรเปลี่ยนจากชุดเกราะมาสวมเสื้อผ้าธรรมดา สนามรบก็ย้ายจากทุ่งไปเป็นห้องรับแขกและถนนในเมือง จูจุสึจึงต้องปรับตัวเป็น "ยูจุสึแบบสวมเสื้อผ้าธรรมดา" เกิดสำนักใหญ่อย่าง 天神真楊流 (เท็นจินชินโยริว) ที่ผสมทั้งการตีจุดอ่อนร่างกาย ทุ่ม รัดคอ และหักข้อต่อ กับ 起倒流 (คิโตริว) ที่เน้นเทคนิคทุ่มโดยอาศัยแรงโน้มถ่วงและโมเมนตัมเชิงมุม สองสำนักนี้เองที่ต่อมาอาจารย์จิโกโร คาโนนำมาสังเคราะห์เป็นยูโดโคโดกังในปี 1882 ผมเคยอธิบายให้ลูกศิษย์ฟังว่า คาโนไม่ได้คิดท่าใหม่ทั้งหมด แต่ท่านคัดกรองของเก่าให้ปลอดภัยพอจะฝึกซ้อมจริงได้โดยไม่ตาย นี่คือความฉลาดที่ทำให้ยูโดอยู่รอดมาถึงทุกวันนี้
เส้นทางของ Brazilian Jiu-Jitsu จากโคโดกังสู่บราซิล
เรื่องที่มักเล่าคลาดเคลื่อนกันมากที่สุดคือใครพา柔術ไปบราซิล หลายคนเข้าใจว่าคนบราซิลเดินทางไปเรียนที่ญี่ปุ่น แต่ความจริงตรงกันข้าม ผู้ที่นำวิชาไปคือ 前田光世 (มาเอดะ มิตสึโยะ — นักยูโดโคโดกังชาวญี่ปุ่น) ซึ่งได้รับฉายาว่า "คอนเด โคมา" ระหว่างชกไฟต์อาชีพในต่างแดน มาเอดะเรียนยูโดที่โคโดกังจนได้ระดับสี่ดั้ง ก่อนออกเดินทางตามคำสั่งของอาจารย์คาโนเพื่อเผยแพร่ยูโดไปทั่วโลกตั้งแต่ปี 1904
สิ่งที่ผมทึ่งมากคือ มาเอดะไม่ได้แค่สอนท่าในโดโจ แต่ต้องขึ้นชกกับนักมวยปล้ำและนักมวยตะวันตกตัวใหญ่กว่ามากในสังเวียนที่แทบไม่มีกติกา ผ่านการชกนับร้อยครั้งจนตกผลึกเป็นทฤษฎีที่ว่า "รักษาระยะ รอจังหวะเข้าจับ ทุ่มลงพื้นเพื่อตัดกำลังการชก แล้วจบด้วยการหักข้อต่อหรือรัดคอ" ซึ่งกลายเป็นต้นแบบของศิลปะการต่อสู้แบบผสมผสานในเวลาต่อมา ปี 1916 มาเอดะตั้งรกรากที่เมืองเบเลง ทางเหนือของบราซิล และผูกมิตรกับ กัสเตา เกรซี ผู้มีอิทธิพลในท้องถิ่น จนได้รับมอบหมายให้ฝึกลูกชายคนโตที่ชื่อคาร์ลอส เกรซี ซึ่งขณะนั้นอายุเพียง 14-15 ปี (ที่มา: Cardiff University Press)
จุดเปลี่ยนสำคัญที่สุดคือน้องชายคนเล็กของคาร์ลอสที่ชื่อเอลิโอ เกรซี ซึ่งตัวเล็กและร่างกายอ่อนแอ ไม่สามารถใช้แรงทุ่มแบบยืนได้เต็มที่ เอลิโอจึงตัดทอนเทคนิคที่ต้องใช้พละกำลัง แล้วสร้างระบบใหม่โดยให้ตัวเองอยู่ล่างและใช้ขาคุมตัวคู่ต่อสู้ ที่เรียกว่า "การ์ด" ปล่อยให้อีกฝ่ายเสียแรงจนหมด ก่อนใช้หลักคานงัดยึดแขนหรือรัดคอ นี่คือจุดกำเนิดของ BJJ ที่แท้จริง ในมุมมองของผม นี่ไม่ใช่แค่การเอานิวาซะ (การต่อสู้ภาคพื้น) ของยูโดมาเล่นซ้ำ แต่เป็นการคิดค้นระบบใหม่ทั้งหมดจากข้อจำกัดทางร่างกาย ซึ่งน่าทึ่งมาก
วิวัฒนาการคู่ขนาน 高専柔道 กับสามเหลี่ยมรัดคอที่เกิดขึ้นโดยไม่รู้จักกัน
เรื่องที่ผมชอบเล่าให้ลูกศิษย์ฟังบ่อยที่สุดคือ ขณะที่เอลิโอ เกรซีกำลังพัฒนาการ์ดที่บราซิล ฝั่งญี่ปุ่นเองก็มีกลุ่มนักเรียนโรงเรียนเตรียมอุดมกำลังพัฒนาระบบที่คล้ายกันมากโดยไม่รู้จักกันเลย นั่นคือ 高専柔道 (โคเซ็นจูโด) ซึ่งเริ่มจากการแข่งขันระหว่างโรงเรียนเตรียมอุดมที่หนึ่งกับที่สองตั้งแต่ปี 1898 กติกาโคเซ็นอนุญาตให้ดึงคู่ต่อสู้ลงสู่พื้นได้โดยไม่ผิดกติกา และไม่มีการตัดสินแบบ "ชนะคะแนน" มีแต่ "อิปปง (ชนะเด็ดขาด)" หรือเสมอเท่านั้น ต่างจากยูโดโคโดกังที่ถือว่าการดึงลงพื้นโดยตรงเป็นเรื่องต้องห้าม
ผลจากกติกานี้ทำให้นักเรียนที่ตัวเล็กหรือไม่ถนัดท่ายืน หันมาพัฒนาเทคนิคภาคพื้นอย่างจริงจัง จนในปี 1921-1922 เกิดเทคนิค "สามเหลี่ยมรัดคอ" ขึ้นที่โรงเรียนเตรียมอุดมที่หก โดยฝีมือของฮายากาวะ มาซารุ และอาจารย์คาเนมิตสึ ยาอิเฮเอะ ระดับเก้าดั้ง ผู้ตั้งชื่อเทคนิคนี้ว่า 松葉固 (มัตสึบะกาตาเมะ) ส่วนกลุ่มนักเรียนโตเกียวเรียกเทคนิคเดียวกันนี้ว่า 三角緘 (ซังคาคุการามิ — การรัดสามเหลี่ยม) ผมมองว่าเรื่องนี้คือหลักฐานที่งดงามที่สุดของ "วิวัฒนาการคู่ขนาน" เพราะไม่มีใครลอกใคร นักเรียนญี่ปุ่นกลุ่มหนึ่งที่ฝึกภายใต้กติกาซึ่งอนุญาตให้ดึงลงพื้นได้ ก็ค้นพบทางออกเดียวกันกับที่เอลิโอ เกรซีค้นพบในอีกฟากโลก นั่นคือใช้ขาสองข้างล็อกคอและแขนคู่ต่อสู้เป็นรูปสามเหลี่ยม ตัดเลือดที่ไปสมองโดยไม่ต้องพึ่งพละกำลัง ต่อมาในปี 1937 คิมูระ มาซาฮิโกะ นักศึกษามหาวิทยาลัยทาคุโชคุ ยังพัฒนา "สามเหลี่ยมด้านข้าง" เพิ่มเข้ามาอีก จนโคเซ็นจูโดกลายเป็นคลังเทคนิคภาคพื้นที่ลึกไม่แพ้สายบราซิลเลย แต่สิ่งที่ทำให้เส้นทางทั้งสองไม่มาบรรจบกันในตอนนั้นคือระยะทางและยุคสมัยที่ขาดการสื่อสารระหว่างประเทศ
จุดเปลี่ยนที่ทำให้ BJJ กลับเข้าญี่ปุ่น ผ่านสังเวียนที่ไม่มีกติกาปกป้องนักสู้
เรื่องที่ผมเล่าให้ลูกศิษย์ฟังด้วยน้ำเสียงหนักแน่นเป็นพิเศษคือเหตุการณ์ปี 1995 เพราะมันคือจุดที่ BJJ เดินทางกลับเข้าประเทศต้นทางอย่างสมบูรณ์ ปีนั้นมีการจัดศึก VTJ (บาร์รีทูโดะ เจแปน — การแข่งขันต่อสู้แบบไม่มีกติกาป้องกันนักสู้มากนักที่จัดในญี่ปุ่น) ซึ่งเชิญฮิคสัน เกรซี ลูกชายคนที่สามของเอลิโอที่มีตำนานว่าไม่แพ้ใครมาสี่ร้อยไฟต์ ให้มาเผชิญหน้ากับนักสู้ญี่ปุ่นที่แข็งแกร่งที่สุดในยุคนั้น
นักสู้คนสำคัญที่สุดของฝั่งญี่ปุ่นคือ นากาอิ ยูกิ อดีตนักยูโดจากมหาวิทยาลัยฮอกไกโดที่ผ่านการฝึก 七帝柔道 (ชิจิเทจูโด — ยูโดสายเจ็ดมหาวิทยาลัยชั้นนำญี่ปุ่นซึ่งสืบทอดกติกาโคเซ็นจูโด) ในรอบแรกนากาอิเจอกับเจอราร์ด กอร์โด นักสู้ตัวใหญ่กว่าที่เตะและควักตาจนนากาอิตาบอดข้างขวาถาวร แต่ด้วยจิตใจที่แข็งแกร่ง นากาอิยังคงสู้ต่อจนหักข้อเท้าคู่ต่อสู้พลิกกลับมาชนะได้ในสภาพที่มองไม่เห็นครึ่งหนึ่งของโลก แม้สุดท้ายนากาอิจะแพ้ฮิคสันในรอบชิงชนะเลิศด้วยการรัดคอ แต่ความอดทนของเขาสร้างแรงบันดาลใจให้คนญี่ปุ่นทั้งประเทศหันมาสนใจ BJJ อย่างจริงจัง ผมคิดว่าถ้าไม่มีค่ำคืนนั้น BJJ อาจไม่ได้รับความนิยมในญี่ปุ่นเร็วขนาดนี้
หลังเลิกชกอาชีพเพราะตาข้างหนึ่งบอดสนิท นากาอิยูกิทุ่มเวลาไปกับการฝึก BJJ อย่างเป็นระบบ จนได้สายดำและกลับมาเปิดโดโจของตัวเองชื่อ พาราเอสตราโตเกียว (Paraestra Tokyo) ในปี 1997 พร้อมรับตำแหน่งประธานสหพันธ์บราซิลเลียนยิวยิตสูแห่งญี่ปุ่น (JBJJF) จัดระบบสายและการแข่งขันให้เป็นมาตรฐานเดียวกับต่างประเทศ ผมมองว่าเรื่องราวของนากาอิคือบทเรียนสำคัญ เพราะมันแสดงให้เห็นว่าความแข็งแกร่งของศิลปะการต่อสู้ไม่ได้อยู่ที่ท่าไม้ตายเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่จิตใจของคนฝึกที่ไม่ยอมแพ้แม้สภาพร่างกายจะเสียเปรียบขนาดไหน
เปรียบเทียบโครงสร้างเทคนิคระหว่างจูจุสึโบราณ โคเซ็นจูโด และ BJJ
เพื่อให้เห็นภาพชัดขึ้น ผมขอสรุปเป็นตารางเทียบสามระบบที่มีรากร่วมกันแต่ปลายทางต่างกันอย่างสิ้นเชิง
| หัวข้อเปรียบเทียบ | จูจุสึญี่ปุ่นโบราณ | โคเซ็นจูโด | BJJ |
|---|---|---|---|
| สภาพแวดล้อมที่ออกแบบไว้ | สนามรบ สวมเกราะ หลายคู่ต่อสู้ | สนามแข่งในโรงเรียน คนเดียวต่อคนเดียว | สังเวียนหรือเสื่อแข่งขัน คนเดียวต่อคนเดียว |
| ท่าตี ท่าเตะ | มีเป็นส่วนหนึ่งของระบบ | ไม่มีในการแข่ง | ไม่มีในกฎการแข่งขันทั่วไป |
| การดึงลงพื้นตั้งใจ | หลีกเลี่ยง เพราะเสี่ยงถูกแทงจากคู่ต่อสู้อื่น | อนุญาตเต็มที่ ไม่ถือเป็นข้อเสีย | อนุญาต และเป็นกลยุทธ์หลัก |
| จุดจบของการต่อสู้ | สังหารหรือควบคุมด้วยเชือก | อิปปงเท่านั้น ไม่มีชนะคะแนน | คะแนนสะสมตามตำแหน่ง หรืออิปปง |
จากตารางนี้ ผมอยากชี้ให้เห็นว่าความแตกต่างที่แท้จริงไม่ได้อยู่ที่ "ท่าไหนเก่งกว่า" แต่อยู่ที่ "โจทย์ที่ระบบนั้นถูกสร้างมาเพื่อแก้" จูจุสึโบราณแก้โจทย์สงคราม โคเซ็นจูโดแก้โจทย์การแข่งขันแบบทีมในโรงเรียน ส่วน BJJ แก้โจทย์การเอาชนะคนตัวใหญ่กว่าด้วยเลเวอเรจล้วน ๆ เมื่อเข้าใจโจทย์ของแต่ละระบบ คำถามที่ว่า Jujitsu กับ BJJ ต่างกันอย่างไร ก็จะตอบได้ง่ายขึ้นมาก
กีฬายูยิตสูสมัยใหม่ในไทย และการมองหาแนวทางที่ใช่สำหรับตัวเอง
ในบริบทของประเทศไทยเอง ผมเห็นว่ากีฬายูยิตสูสมัยใหม่กำลังเติบโตแบบมีทิศทางชัดเจน โดยเฉพาะกลุ่มครูฝึกที่มีพื้นฐานยูโดแน่นจากหน่วยงานราชการ ได้ผลักดันให้เกิดสมาคมและเวทีแข่งขันในระดับเยาวชนไปจนถึงระดับผู้ใหญ่มากขึ้นทุกปี กีฬาที่ผมพูดถึงนี้เรียกกันในระดับสากลว่า Ju-Jitsu Fighting System ซึ่งจัดโดย JJIF (สหพันธ์ยูยิตสูนานาชาติ) รูปแบบการแข่งขันรวมสามระยะไว้ในกติกาเดียว คือช่วงเตะต่อยแบบควบคุมน้ำหนัก ช่วงจับทุ่ม และช่วงต่อสู้ภาคพื้นด้วยการกดและหักล็อก จึงต่างจาก BJJ ที่เน้นภาคพื้นล้วน ๆ โดยไม่มีการชกหรือเตะเลยตลอดการแข่งขัน ผมมองว่าจุดแข็งของกีฬายูยิตสูสมัยใหม่คือการฝึกให้ผู้เรียนคุ้นเคยกับทุกระยะการต่อสู้ ซึ่งเหมาะกับคนที่อยากมีพื้นฐานรอบตัวมากกว่าจะเจาะลึกทางเดียว (กติกา JJIF Fighting System)
แต่ในอีกมุมหนึ่ง ผมก็อยากเตือนผู้ปกครองและผู้ฝึกทุกคนว่า การฝึกที่กว้างเกินไปโดยไม่มีความลึกในทางใดทางหนึ่ง อาจทำให้ทักษะไม่แน่นพอจะใช้งานจริงได้ ถ้าใครถามผมตรง ๆ ว่าควรเลือกกีฬายูยิตสูสมัยใหม่หรือ BJJ ผมจะถามกลับก่อนว่าเป้าหมายของคุณคืออะไร หากต้องการความสนุก ความหลากหลาย และเวทีแข่งขันที่ครบทุกระยะ กีฬายูยิตสูสมัยใหม่ตอบโจทย์ได้ดี แต่หากต้องการเป็นผู้เชี่ยวชาญเรื่องการต่อสู้ภาคพื้นจริง ๆ จนถึงระดับที่สามารถควบคุมคู่ต่อสู้ที่ตัวใหญ่กว่าได้ด้วยเลเวอเรจ BJJ ย่อมลงรายละเอียดเรื่องตำแหน่งและการ์ดได้ลึกกว่ามาก
สำหรับผู้ใหญ่ที่ทำงานนั่งโต๊ะมาทั้งวันแล้วอยากหาอะไรมาฝึกสมองไปพร้อมร่างกาย ผมมักแนะนำว่าลองมองหาทั้งสองทางแล้วสัมผัสด้วยตัวเองก่อนตัดสินใจ เพราะทั้งกีฬายูยิตสูสมัยใหม่และ BJJ ต่างมีจุดแข็งที่ตอบโจทย์คนละแบบ ไม่มีทางใดทางหนึ่งที่ดีกว่าอีกทางแบบเบ็ดเสร็จ สิ่งสำคัญที่สุดในความเห็นของผมคือครูฝึกที่สอนพื้นฐานถูกต้อง ปลอดภัย และเข้าใจว่าผู้เรียนแต่ละคนมีศักยภาพร่างกายต่างกัน
บทสรุป
เมื่อกลับมาตอบคำถามที่ตั้งไว้ในตอนแรกว่า Jujitsu กับ BJJ ต่างกันอย่างไร ผมคิดว่าคำตอบที่ซื่อสัตย์ที่สุดคือ ทั้งสองมีรากเดียวกันจากยิวยิตสูญี่ปุ่นโบราณ แต่เดินทางผ่านบริบททางประวัติศาสตร์ สังคม และร่างกายของผู้คนที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง จนกลายเป็นระบบที่ตอบโจทย์คนละแบบอย่างชัดเจน สิ่งที่ผมอยากทิ้งไว้ให้ผู้อ่านคิดต่อคือ ไม่มีศิลปะการต่อสู้แขนงใดที่ "ดีที่สุด" อยู่เพียงลำพัง มีแต่ศิลปะที่เหมาะกับเป้าหมาย ร่างกาย และจิตใจของผู้ฝึกในช่วงเวลานั้น ๆ และสิ่งที่สำคัญไม่แพ้การเลือกวิชาคือการเลือกโดโจและครูฝึกที่ให้ความสำคัญกับพื้นฐานที่ถูกต้องและความปลอดภัยของผู้เรียนเป็นอันดับแรก ผมหวังว่าเรื่องราวทั้งหมดที่เล่ามาจะช่วยให้ผู้อ่านเข้าใจภาพรวมของทั้งสองวิชาได้ลึกขึ้น และตัดสินใจเลือกทางที่ใช่สำหรับตัวเองได้อย่างมั่นใจมากขึ้น
แหล่งข้อมูลและอ่านเพิ่มเติม
- บทความวิจัยประวัติศาสตร์จูจุสึญี่ปุ่นและ Brazilian Jiu-Jitsu — Cardiff University Pressแหล่งหลักเข้าถึง 22 ก.ย. 2569
- The Sport: Fighting System — Ju-Jitsu International Federation (JJIF)แหล่งหลักเข้าถึง 22 ก.ย. 2569
- wikipedia.org — Wikipediaชุมชนเข้าถึง 22 ก.ย. 2569
- wikipedia.org — Wikipediaชุมชนเข้าถึง 22 ก.ย. 2569
- wikipedia.org — Wikipediaชุมชนเข้าถึง 22 ก.ย. 2569
คำถามที่พบบ่อย
Jujitsu กับ BJJ อันไหนดีกว่ากัน
ไม่มีคำตอบว่าอันไหนดีกว่าโดยเด็ดขาด ขึ้นอยู่กับเป้าหมายของผู้ฝึก หากต้องการความหลากหลายครบทุกระยะการต่อสู้ กีฬายูยิตสูสมัยใหม่ตอบโจทย์ได้ดี แต่หากต้องการความเชี่ยวชาญภาคพื้นอย่างลึกซึ้ง BJJ จะให้รายละเอียดมากกว่า
ยิวยิตสูญี่ปุ่นกับบราซิลต่างกันตรงไหน
ยิวยิตสูญี่ปุ่นดั้งเดิมออกแบบมาเพื่อสงครามและการเผชิญหน้าหลายคนขณะสวมเกราะ จึงเน้นยืนสู้และหลีกเลี่ยงการลงพื้น ส่วน BJJ พัฒนาจากข้อจำกัดทางร่างกายของเอลิโอ เกรซี จนกลายเป็นระบบที่เชี่ยวชาญการต่อสู้ภาคพื้นโดยเฉพาะ
ทำไม BJJ ถึงชอบนอนสู้กับพื้น
เพราะ BJJ ถูกออกแบบมาให้คนตัวเล็กเอาชนะคนตัวใหญ่กว่าได้ด้วยหลักคานงัด การนอนสู้ทำให้ใช้แรงน้อยกว่าการยืนปะทะ และควบคุมคู่ต่อสู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากกว่า
ใครเป็นคนพา柔術ไปบราซิล
มิตสึโยะ มาเอดะ นักยูโดโคโดกังชาวญี่ปุ่น เป็นผู้เดินทางไปบราซิลและถ่ายทอดวิชาให้ตระกูลเกรซี ไม่ใช่คนบราซิลที่เดินทางไปเรียนที่ญี่ปุ่นตามที่หลายคนเข้าใจผิด
เด็กควรเรียนยิวยิตสูหรือคาราเต้ดี
ทั้งสองแขนงมีประโยชน์ต่างกัน คาราเต้เน้นวินัย ท่าทางยืนสู้ และการควบคุมร่างกายตั้งแต่อายุ 7 ปีขึ้นไป ส่วนยิวยิตสูเน้นการควบคุมตัวและใช้เลเวอเรจ ผู้ปกครองควรพิจารณาจากบุคลิกและความสนใจของเด็กเป็นหลัก
เรียน BJJ หรือยิวยิตสูที่กรุงเทพต้องเริ่มต้นอย่างไร
ผู้เริ่มต้นควรมองหาโดโจที่สอนพื้นฐานถูกต้อง มีครูฝึกที่มีความรู้ชัดเจน และฝึกตามศักยภาพของแต่ละคน ผู้สนใจสามารถดูรายละเอียดตารางเรียนและค่าเรียนได้ที่ [หน้าตารางเรียนและค่าเรียน](/th/schedule-pricing)
อยากเริ่มเรียนศิลปะการต่อสู้?
ส่งข้อความหา IMAC Dojo เพื่อปรึกษาว่าหลักสูตรไหนเหมาะกับอายุ เป้าหมาย และพื้นฐานของผู้เรียน
สอบถามผ่าน LINE Official

