ศิลปะการต่อสู้ญี่ปุ่นมีอะไรบ้าง เข้าใจแก่นบูโดก่อนเลือกเรียน
บทความอธิบายแก่นความคิดของบูโดญี่ปุ่น ตั้งแต่การเปลี่ยนผ่านจากจุทสึสู่โด ประวัติโคบุโดและเก็นไดบุโด 9 แขนง ไปจนถึงยูโด คาราเต้โดสายเคียวคุชิน และไอคิโด พร้อมมุมมองจากครู IMAC Dojo เพื่อช่วยผู้ปกครองเลือกวิชาที่เหมาะกับเป้าหมายของตนเอง

โดย
ธนินพงษ์ ศุภพิทักษ์พงษ์ (Phoenix)ผู้ก่อตั้งและครูผู้สอน IMAC Dojoอัปเดต 19 ก.ย. 2569
- ผู้เขียน
- ธนินพงษ์ ศุภพิทักษ์พงษ์ (Phoenix)
- เผยแพร่
- ปรับปรุงล่าสุด
- แหล่งข้อมูล
- 6
- เวลาอ่าน
- 10 นาที
คำตอบสั้น ๆ
ศิลปะการต่อสู้ญี่ปุ่นแบ่งกว้าง ๆ ได้สองกลุ่ม กลุ่มแรกคือ 古武道 (โคบุโด) วิชาดั้งเดิมจากยุคซามูไรก่อนยุคเมจิ ที่ฝึกเพื่อเอาตัวรอดในสนามรบ กลุ่มที่สองคือ 現代武道 (เก็นไดบุโด) หรือบูโดสมัยใหม่ ซึ่งสภาบูโดแห่งประเทศญี่ปุ่นรวมไว้ 9 แขนง ได้แก่ ยูโด เคนโด คิวโด ซูโม่ คาราเต้โด ไอคิโด โชรินจิเคมโป นางินาตะ และจูเคนโด ที่ทำให้ทั้งหมดนี้เรียกว่า "บูโด" ได้เหมือนกัน คือแนวคิดว่าจิตใจ ทักษะ และร่างกายต้องโตไปพร้อมกัน ไม่ใช่แค่ต่อยเก่งหรือทุ่มเก่ง
สรุปประเด็นสำคัญ
- บูโดต่างจากกีฬาตรงที่มาของมัน คำว่า sport มาจากรากที่หมายถึงการพักผ่อนหย่อนใจ ส่วนบูโดโตมาจากวิชาของนักรบที่แพ้แล้วหมายถึงความตาย
- บูโดสมัยใหม่มี 9 แขนงที่สภาบูโดแห่งประเทศญี่ปุ่นรวมไว้ ไม่ได้มีแค่ยูโดกับคาราเต้
- ญี่ปุ่นกำหนดให้บูโดเป็นวิชาบังคับในมัธยมต้นตั้งแต่ปีการศึกษา 2012 ตามประกาศของกระทรวงศึกษาธิการญี่ปุ่น
- ไอคิโดกับฮับคิโดของเกาหลีเขียนด้วยอักษรจีนชุดเดียวกัน แต่เป็นคนละวิชา คนละระบบ
- Shinkyokushin ที่ IMAC Dojo สอนเป็นคาราเต้สายปะทะเต็มรูปแบบ ไม่ใช่สายหยุดก่อนสัมผัสเพื่อเก็บคะแนน
- ครูยูโดของ IMAC Dojo ถือสายดำยูโดที่รับรองโดยสมาคมกีฬายูโดแห่งประเทศไทย และหนึ่งในนั้นได้รับการรับรองจากโคโดกันด้วย
คำถามที่ผู้ปกครองถามผมบ่อยมากคือ ศิลปะการต่อสู้ญี่ปุ่นมีอะไรบ้าง แล้วควรให้ลูกเรียนอะไรดี ฟังดูเหมือนตอบได้ด้วยการไล่ชื่อวิชา ยูโด คาราเต้ ไอคิโด แต่ถ้าตอบแค่นั้นจะพลาดสิ่งที่สำคัญที่สุดไป คือแก่นที่ร้อยทุกวิชาเข้าด้วยกัน ซึ่งคนญี่ปุ่นเรียกว่า 武道 (บูโด) ผมเองฝึกทั้งมวยจีนและคาราเต้มา เลยอยากเล่าเรื่องนี้แบบตรงไปตรงมา ให้คุณเลือกวิชาที่ตรงกับตัวเองจริง ๆ ไม่ใช่เลือกตามกระแส
สารบัญบทความ
จากจุทสึสู่โด: ทำไมบูโดถึงไม่ใช่แค่การต่อสู้
จุดเปลี่ยนใหญ่ที่สุดของศิลปะการต่อสู้ญี่ปุ่นคือการเปลี่ยนจาก 術 (จุทสึ — เทคนิค) ไปเป็น 道 (โด — วิถี) ฟังเหมือนเปลี่ยนแค่คำลงท้าย แต่จริง ๆ เปลี่ยนเป้าหมายของการฝึกทั้งหมด จากเดิมที่ต้องเก่งพอจะรอดชีวิตในสนามรบ กลายมาเป็นการฝึกเพื่อขัดเกลาตัวเอง ทั้งนิสัย ความอดทน และวิจารณญาณ ญี่ปุ่นมักสรุปแนวคิดนี้ด้วยคำว่า 心技体 (ชินกิไต) คือจิตใจ ทักษะ และร่างกาย ต้องพัฒนาไปด้วยกัน
ตัวอย่างที่ผมชอบเล่าให้นักเรียนฟังคือ 残心 (ซันชิน) ภาวะที่ใจยังตื่นตัวต่อเนื่องหลังจากโจมตีไปแล้ว ในเคนโด ถ้าตีเข้าเป้าแล้วแสดงท่าดีใจเกินงาม กรรมการยกเลิกแต้มนั้นได้ เพราะถือว่าขาดสติและไม่ให้เกียรติคู่ต่อสู้ กติกาข้อเดียวนี้อธิบายความต่างระหว่างบูโดกับกีฬาได้ดีกว่าคำอธิบายยาว ๆ การคุมอารมณ์ตัวเองในวินาทีที่ชนะ คือทักษะที่ต้องฝึกพอ ๆ กับท่าทุ่มหรือท่าเตะ
ทำไมแนวคิดนี้ถึงสำคัญกับคนที่ไม่ได้อยากเป็นนักกีฬา
หลายคนคิดว่าบูโดเหมาะกับคนที่อยากขึ้นแข่งเท่านั้น จริง ๆ กลับกันเลยครับ วินัย ความอดทน และการคุมสติตอนโดนกดดัน เป็นของที่คนทำงาน เด็ก และผู้สูงวัยต้องใช้ทุกวัน ที่ IMAC Dojo เราไม่ได้ตั้งเป้าให้ทุกคนต้องลงแข่ง แต่ให้ความสำคัญกับท่าพื้นฐานที่ถูกต้องและความปลอดภัยก่อนเสมอ
โคบุโด: รากจากสนามรบ
ก่อนยุคปฏิรูปเมจิราวปี ค.ศ. 1868 วิชาต่อสู้ของญี่ปุ่นทั้งหมดคือสิ่งที่วันนี้เรียกว่า 古武道 (โคบุโด) หรือ 古流武術 (โคริวบุจุทสึ) วิชาพวกนี้เกิดในโลกที่แพ้แล้วคือตาย เทคนิคจึงออกแบบมาเพื่อจบศัตรูให้เร็วที่สุด ไม่มีกติกา ไม่มีเรื่องความปลอดภัยของคู่ต่อสู้ ซามูไรถูกคาดหวังให้รู้หลายวิชา ตัวอย่างวิชาหลักมีประมาณนี้
| วิชา | ชื่อภาษาญี่ปุ่น | สรุปสั้น ๆ |
|---|---|---|
| วิชาดาบ | 剣術 (เค็นจุทสึ) | ใช้ดาบคาตานะ ในยุคเอโดะมีสำนักแยกย่อยหลายร้อยสำนัก |
| วิชามือเปล่า | 柔術 (จูจุทสึ) | ทุ่ม รัด หักข้อ ใช้กับศัตรูที่สวมเกราะ และเป็นรากของยูโด |
| วิชาทวน | 槍術 (โซจุทสึ) | อาวุธหลักของทหารในสนามรบ |
| วิชาแฝงตัว | 忍術 (นินจุทสึ) | การแทรกซึมและหาข่าวของนินจา |
พอรัฐบาลเมจิออกคำสั่งห้ามพกดาบ (廃刀令 — ไฮโตเรอิ) ในปี ค.ศ. 1876 วิชาเหล่านี้ก็ซบเซาลงมาก จนมีการตั้ง 大日本武徳会 (ไดนิปปงบูโตกุไก) ขึ้นในปี ค.ศ. 1895 เพื่อรวบรวมไม่ให้สูญหาย ทุกวันนี้สมาคมโคบุโดแห่งประเทศญี่ปุ่นยังดูแลสำนักดั้งเดิมที่สืบทอดกันมาอยู่หลายสิบสำนัก ผมว่าการรู้รากแบบนี้ช่วยให้เข้าใจว่าทำไมคาตะของคาราเต้หรือยูโดถึงมีรายละเอียดเยอะนัก เพราะมันกลั่นมาจากประสบการณ์เอาชีวิตรอดจริง ไม่ได้คิดขึ้นมาให้ดูสวย
ยูโด: จากจูจุทสึสู่หลักการใช้แรงอย่างฉลาด
ยูโด (柔道) เกิดปี ค.ศ. 1882 โดย 嘉納治五郎 (คาโน จิโกโร) ที่เคยเรียนจูจุทสึจากสำนัก 天神真楊流 (เท็นจินชินโยริว) และ 起倒流 (คิโตริว) มาก่อน แล้วตัดท่าที่อันตรายถึงชีวิตออก ใส่หลักกลไกร่างกายแบบวิทยาศาสตร์เข้าไป และตั้ง 講道館 (โคโดกัน) เป็นศูนย์กลาง หัวใจของยูโดไม่ใช่การเอาชนะ แต่คือ 精力善用 (เซเรียวกุเซ็นโย — ใช้แรงกายแรงใจให้คุ้มที่สุด) กับ 自他共栄 (จิตะเคียวเอ — เจริญไปด้วยกันทั้งเราและคนอื่น) เห็นชัดที่สุดตอน 崩し (คุซูชิ — ทำลายสมดุล) ที่คนตัวเล็กทุ่มคนตัวใหญ่ได้ด้วยการเปลี่ยนทิศแรง ไม่ใช่แรงดิบ
ครูยูโดของ IMAC Dojo ถือสายดำยูโดที่รับรองโดยสมาคมกีฬายูโดแห่งประเทศไทย ครูภูริวัจน์ (Ryu) ดั้ง 2 และครูปัญญวัฒน์ (Ken) ดั้ง 1 ซึ่งได้รับการรับรองจากโคโดกันที่ญี่ปุ่นด้วย สิ่งที่ครูเห็นตรงกับหลักของคาโนคือ คนที่เล่นยูโดเก่งจริงไม่ใช่คนที่แรงเยอะที่สุด แต่เป็นคนที่อ่านจังหวะและใช้แรงของอีกฝ่ายเป็น เพราะหลักการสอนต่อกันได้เป็นระบบแบบนี้ ยูโดจึงไปได้ทั่วโลกจนถูกบรรจุในโอลิมปิกตั้งแต่ปี ค.ศ. 1964 ที่ คอร์สยูโด ของเราเปิดรับตั้งแต่อายุ 8 ปีขึ้นไป เพราะวัยนี้เริ่มเข้าใจเรื่องการทำลายสมดุลและการล้มอย่างปลอดภัยแล้ว
คาราเต้โด: จากโอกินาวะสู่หลายสายสำนัก
คาราเต้โด (空手道 — วิถีมือเปล่า) มีรากจากวิชาต่อสู้พื้นเมืองของโอกินาวะที่ผสมกับเทคนิคจีนที่เข้ามาทางการค้า แล้วเข้าสู่แผ่นดินใหญ่ญี่ปุ่นช่วงต้นศตวรรษที่ 20 ก่อนจะแตกออกเป็นหลายสายตามแนวคิดของครูแต่ละคน สิ่งที่อยากให้เห็นชัด ๆ คือญี่ปุ่นไม่ได้มีคาราเต้แบบเดียว สหพันธ์คาราเต้แห่งประเทศญี่ปุ่น (JKF) มีกลุ่มสำนักในสังกัด เช่น 剛柔会 (โกจูไก) 糸東会 (ชิโตไก) 松濤館 (โชโตกัง) 和道会 (วาโดไก) และ 錬武会 (เร็นบุไก) แต่ละสายเน้นเทคนิคและปรัชญาต่างกัน
ชินเคียวคุชิน สายปะทะเต็มรูปแบบที่ IMAC Dojo เลือกสอน
Shinkyokushin หรือ 新極真会 (ชินเคียวคุชินไก) ที่ IMAC Dojo ใช้เป็นแนวทางหลัก สืบสายมาจาก Kyokushin (極真会館) ที่ Mas Oyama ก่อตั้ง จุดเด่นคือการฝึกและการแข่งแบบปะทะเต็มรูปแบบ (full contact) หมัดและเท้าต้องถึงเป้าจริง ไม่ใช่หยุดก่อนสัมผัสเพื่อเก็บคะแนน (point stop) เรื่องนี้ผู้ปกครองควรรู้ก่อนเลือก เพราะมันหมายถึงความเข้มของการฝึก และมาตรฐานความปลอดภัยที่ต้องเข้มกว่าปกติ ที่ คอร์สคาราเต้ชินเคียวคุชิน ของเราเปิดรับอายุ 7 ถึง 60 ปี
ผมมองว่าเสน่ห์ของสายนี้คือความตรงไปตรงมา ไม่มีการหยุดก่อนสัมผัส คนฝึกต้องเรียนรู้การคุมแรงปะทะของตัวเองจริง ๆ ไม่ใช่แค่ทำท่าให้สวย และเหมาะกับการสร้างพื้นฐานทั้งร่างกายและจิตใจให้คนทั่วไปที่ไม่ได้มีพื้นกีฬามาก่อน
ไอคิโด และบูโดแขนงอื่นที่คนมักเข้าใจผิด
ไอคิโด (合気道) เป็นบูโดสมัยใหม่อีกแขนงที่คนมักสับสนกับยูโด เพราะใช้แรงของคู่ต่อสู้เหมือนกัน จุดต่างสำคัญคือไอคิโดไม่มีการแข่งขันแพ้ชนะ เป้าหมายคือกลมกลืนกับแรงที่เข้ามาแล้วคุมสถานการณ์ให้ได้โดยไม่ต้องปะทะตรง ๆ อีกเรื่องที่สับสนกันบ่อยคือฮับคิโด (Hapkido) ของเกาหลี สองวิชานี้เขียนด้วยอักษรจีนชุดเดียวกัน (合氣道) เพราะชื่อแปลว่าวิถีแห่งการประสานพลังเหมือนกัน แต่เป็นคนละวิชา คนละระบบ คนละที่มา และฮับคิโดมีทั้งเตะ ชก และล็อกข้อที่ไอคิโดไม่มี
นอกจากยูโด คาราเต้โด และไอคิโดแล้ว บูโดสมัยใหม่ยังมีอีกหกแขนง คือ เคนโด (剣道 — วิถีแห่งดาบ) คิวโด (弓道 — วิถีแห่งธนู) ซูโม่ (相撲 — ที่ผูกกับพิธีกรรมชินโต) โชรินจิเคมโป นางินาตะ และจูเคนโด แต่ละแขนงมีปรัชญาของตัวเอง อย่างคิวโดที่พูดถึง 真善美 (ชิน-เซ็น-บิ — ความจริง ความดี ความงาม) คือการยิงที่ดีไม่ได้วัดแค่ว่าเข้าเป้าหรือเปล่า
บูโดในโรงเรียนญี่ปุ่น และบทเรียนเรื่องความปลอดภัย
กระทรวงศึกษาธิการญี่ปุ่นกำหนดให้บูโดเป็นวิชาบังคับในมัธยมต้นตั้งแต่ปีการศึกษา 2012 เพื่อให้เด็กทุกคนได้สัมผัสวัฒนธรรมนี้ แต่การบังคับใช้มาพร้อมกับเรื่องความปลอดภัยที่ต้องเข้มขึ้นมาก เพราะก่อนหน้านั้นมีกรณีบาดเจ็บสาหัสจากยูโดในโรงเรียนที่เป็นข่าวใหญ่ หน่วยงานด้านการศึกษาจึงต้องออกแนวทางดูแลการฝึกอย่างรัดกุม ผมว่านี่คือบทเรียนสำคัญ แม้แต่ประเทศต้นตำรับก็ยังต้องทบทวนเรื่องความปลอดภัยอยู่เรื่อย ๆ ไม่ใช่ทำครั้งเดียวจบ
อีกบทเรียนคือ การบังคับให้เรียนอย่างเดียวไม่พอ ถ้าคนฝึกไม่รู้สึกว่าการฝึกมีความหมายกับชีวิตจริง ต่อให้อยู่ในหลักสูตรก็ถูกมองข้ามได้ คนที่สอนศิลปะการต่อสู้ที่ไหนก็เจอโจทย์เดียวกันนี้
ที่ IMAC Dojo ผมเลยเลือกทางตรงข้ามกับการบังคับ คือทำให้การฝึกเข้าถึงได้และมีความหมายกับชีวิตประจำวันของแต่ละคน ไม่ว่าจะเป็นเด็กที่อยากมีวินัยมากขึ้น คนทำงานที่นั่งทั้งวันจนตัวแข็ง หรือผู้สูงวัยที่อยากเคลื่อนไหวได้คล่องขึ้น
สรุป
คำถามว่าศิลปะการต่อสู้ญี่ปุ่นมีอะไรบ้าง ไม่ควรตอบแค่ด้วยการไล่ชื่อวิชา แต่ควรเข้าใจแก่นของบูโดที่ร้อยทุกแขนงเข้าด้วยกัน ยูโดสอนการทำลายสมดุลและการอยู่ร่วมกัน คาราเต้สายชินเคียวคุชินสอนความตรงไปตรงมาผ่านการปะทะจริง ไอคิโดสอนการกลมกลืนกับแรงโดยไม่เผชิญหน้าตรง ๆ ทั้งหมดมีเป้าหมายเดียวกัน คือให้จิตใจ ทักษะ และร่างกายโตไปพร้อมกัน สำหรับผม การเลือกวิชาที่เหมาะกับตัวเองสำคัญกว่าการตามชื่อเสียงของสำนักไหน ถ้ากำลังหาที่เริ่มต้นอย่างถูกต้องและปลอดภัยให้ตัวเองหรือคนในครอบครัว ทีมครูของ IMAC Dojo ยินดีช่วยแนะนำเสมอ
แหล่งข้อมูลและอ่านเพิ่มเติม
- 武道・ダンス必修化 — 文部科学省 (MEXT, Japan)ทางการเข้าถึง 19 ก.ย. 2569
- 日本武道館 — Nippon Budokanทางการเข้าถึง 19 ก.ย. 2569
- 講道館 Kodokan Judo — Kodokanแหล่งหลักเข้าถึง 19 ก.ย. 2569
- 日本古武道協会 — Nihon Kobudo Kyokaiแหล่งหลักเข้าถึง 19 ก.ย. 2569
- 全日本空手道連盟 — Japan Karatedo Federationแหล่งหลักเข้าถึง 19 ก.ย. 2569
- 全日本剣道連盟 — All Japan Kendo Federationแหล่งหลักเข้าถึง 19 ก.ย. 2569
คำถามที่พบบ่อย
บูโดกับกีฬาต่างกันอย่างไร
บูโดโตมาจากวิชาของนักรบที่แพ้แล้วหมายถึงความตาย จึงเน้นขัดเกลาจิตใจควบคู่กับเทคนิค ส่วนคำว่า sport มาจากรากที่หมายถึงการพักผ่อนหย่อนใจ มารยาทและการคุมอารมณ์ในบูโดจึงเข้มกว่า เช่นในเคนโด ถ้าแสดงท่าดีใจเกินงามหลังได้แต้ม กรรมการยกเลิกแต้มได้
ศิลปะการต่อสู้ญี่ปุ่นมีกี่แบบ
ถ้านับบูโดสมัยใหม่ที่สภาบูโดแห่งประเทศญี่ปุ่นรวมไว้ มี 9 แขนง คือ ยูโด เคนโด คิวโด ซูโม่ คาราเต้โด ไอคิโด โชรินจิเคมโป นางินาตะ และจูเคนโด ยังไม่นับโคบุโด ซึ่งมีสำนักดั้งเดิมที่ยังสืบทอดอยู่อีกหลายสิบสำนัก
ยูโดกับคาราเต้ต่างกันอย่างไร
ยูโดเน้นการทุ่ม การทำลายสมดุล และการใช้แรงของคู่ต่อสู้ ส่วนคาราเต้โดเน้นหมัด เตะ และการคุมระยะ ที่ IMAC Dojo สอนคาราเต้สายชินเคียวคุชิน ซึ่งเป็นสายปะทะเต็มรูปแบบ
เด็กควรเริ่มเรียนศิลปะการต่อสู้ตอนอายุเท่าไหร่
ขึ้นกับวิชา คอร์สคาราเต้ชินเคียวคุชินของ IMAC Dojo เปิดรับอายุ 7 ถึง 60 ปี ส่วนคอร์สยูโดเปิดรับตั้งแต่อายุ 8 ปีขึ้นไป เพราะการทุ่มต้องเข้าใจเรื่องการทำลายสมดุลและการล้มอย่างปลอดภัยก่อน
ไอคิโดกับฮับคิโดของเกาหลีเหมือนกันหรือไม่
ไม่เหมือนกัน สองวิชานี้เขียนด้วยอักษรจีนชุดเดียวกัน (合氣道) แต่เป็นคนละวิชา คนละที่มา ไอคิโดเป็นบูโดของญี่ปุ่นที่ไม่มีการแข่งขันแพ้ชนะ ส่วนฮับคิโดของเกาหลีมีทั้งเตะ ชก และล็อกข้อ
เรียนยูโดหรือคาราเต้ที่ไหนดีในกรุงเทพ
ควรพิจารณาว่าโรงเรียนหรือโดโจนั้นให้ความสำคัญกับพื้นฐานท่าทางที่ถูกต้องและความปลอดภัยมากน้อยเพียงใด ไม่ใช่แค่ดูว่าใครสอนเก่งเรื่องเทคนิคอย่างเดียว ผู้สนใจสามารถดูรายละเอียด[คอร์สยูโด](/th/courses/judo)และ[คอร์สคาราเต้ชินเคียวคุชิง](/th/courses/shinkyokushin-karate-thailand)พร้อมตารางเรียนได้ที่หน้าตารางเรียนและค่าเรียนของ IMAC Dojo
อยากเริ่มเรียนศิลปะการต่อสู้?
ส่งข้อความหา IMAC Dojo เพื่อปรึกษาว่าหลักสูตรไหนเหมาะกับอายุ เป้าหมาย และพื้นฐานของผู้เรียน
สอบถามผ่าน LINE Official

