IMAC DOJO logoIMAC DOJO
ชินเคียวคุชินคาราเต้

กรรมหรือเรื่องบังเอิญ มุมมองชาวพุทธต่อความป่วยของปรมาจารย์เคียวคุชิน

บทความชวนมองช่วงบั้นปลายชีวิตและความป่วยของมาส์ โอยาม่า ผู้ก่อตั้งเคียวคุชินคาราเต้ ผ่านมุมมองชาวพุทธเรื่องกรรมและอนิจจัง พร้อมย้อนตำนานฆ่าวัวกระทิงและความแตกแยกขององค์กรหลังท่านจากไป

คำตอบสั้น ๆ

มาส์ โอยาม่าเสียชีวิตเมื่อวันที่ 26 เมษายน ค.ศ. 1994 ด้วยโรคมะเร็งปอดระยะสุดท้าย ขณะอายุ 70 ปี โดยปฏิเสธการผ่าตัดรักษาด้วยเหตุผลว่าท่านเป็นซามูไร (サムライ — นักรบผู้ยึดมั่นในเกียรติและวินัย) ที่ไม่ต้องการให้มีดผ่าตัดแตะต้องร่างกายตนเอง ในมุมมองพุทธศาสนา ความเจ็บป่วยและความตายเป็นธรรมชาติของสังขารที่ไม่มีใครหลีกพ้นได้ ไม่ว่าจะแข็งแกร่งเพียงใด ส่วนเรื่องกรรมจากการฆ่าวัวกระทิงนั้น เป็นตำนานที่ยังไม่มีหลักฐานทางประวัติศาสตร์ยืนยันความเชื่อมโยงกับสาเหตุการป่วยแต่อย่างใด

ผู้เขียน
ธนินพงษ์ ศุภพิทักษ์พงษ์ (Phoenix)
เผยแพร่
ปรับปรุงล่าสุด
แหล่งข้อมูล
0
เวลาอ่าน
11 นาที

สรุปประเด็นสำคัญ

  • มาส์ โอยาม่าเสียชีวิตวันที่ 26 เมษายน ค.ศ. 1994 ด้วยมะเร็งปอด อายุ 70 ปี ปฏิเสธการผ่าตัด
  • ตำนานฆ่าวัวกระทิง 52 ตัว เป็นส่วนหนึ่งของการสร้างชื่อ "หัตถ์เทวดา" ให้สำนักเคียวคุชิน
  • พุทธศาสนามองความป่วยไข้เป็นธรรมชาติของสังขาร (อนิจจัง) ไม่จำเป็นต้องเป็นผลจากบาปกรรมเสมอไป
  • หลังท่านเสียชีวิต องค์กรเคียวคุชินแตกออกเป็นหลายสาย เพราะไม่มีการวางระบบสืบทอดที่ชัดเจน
  • คดีพินัยกรรมและเครื่องหมายการค้าลากยาวนานกว่า 20 ปี จนถึงชั้นศาลทรัพย์สินทางปัญญา
  • จิตวิญญาณ "โอส โนะ เซชิน" (押忍の精神 — จิตวิญญาณแห่งความอดทนและไม่ยอมแพ้) ยังคงอยู่ในโดโจทั่วโลก
ปรมาจารย์คาราเต้เคียวคุชินหัตถ์เทวดาสับเขาวัวกระทิง

ผมเป็นคนหนึ่งที่ฝึกคาราเต้เคียวคุชิน (Kyokushin — สายคาราเต้ที่ต่อสู้จริง ปะทะจริง) มาหลายปี และมีความศรัทธาต่อ Mas Oyama ผู้ก่อตั้งในฐานะปรมาจารย์ที่วางรากฐานให้กับพวกเราทุกคนที่เดินอยู่บนเส้นทางนี้ แต่สิ่งที่ผมสังเกตคือ คนพูดถึงช่วงปลายชีวิตของท่านน้อยมาก ราวกับตำนานหยุดอยู่แค่ภาพนักสู้ผู้ไม่เคยพ่ายแพ้ ทั้งที่ความจริงแล้วท่านต้องเผชิญกับโรคมะเร็งปอดในบั้นปลาย และเรื่องนี้เองที่ทำให้คนไทยหลายคนซึ่งเติบโตมากับความเชื่อทางศาสนาพุทธ อดไม่ได้ที่จะตั้งคำถามว่านี่คือกรรมหรือเรื่องบังเอิญ

สารบัญบทความ

มาส์ โอยาม่าคือใคร ก่อนจะเป็นตำนานหัตถ์เทวดา

ก่อนพูดถึงความป่วยและการจากไป ผมอยากชวนย้อนกลับไปที่จุดเริ่มต้นของชายผู้นี้ก่อน มาส์ โอยาม่ามีชื่อจริงเป็นภาษาเกาหลีว่า 崔永宜 (ชเว ยองอึย) เกิดเมื่อปี ค.ศ. 1923 ที่จังหวัดช็อลลาเหนือ ประเทศเกาหลีใต้ในยุคที่ยังอยู่ภายใต้การปกครองของญี่ปุ่น ครอบครัวของท่านมีฐานะดีพอสมควร แต่บิดามีแนวคิดขงจื๊อที่เคร่งครัด ทำให้เด็กชายผู้นี้เติบโตมาพร้อมความรู้สึกทั้งเคารพและต่อต้านไปพร้อมกัน ท่านเป็นคนติดอ่างมาตั้งแต่เด็ก ชอบอ่านหนังสือชีวประวัตินักรบและแม่ทัพทั้งของตะวันตกอย่างนโปเลียน และของญี่ปุ่นอย่างโอดะ โนบุนางะ

สิ่งที่ผมมองว่าน่าสนใจคือ ความขัดแย้งภายในนี้เองที่หล่อหลอมให้เกิดนักสู้ผู้มีวินัยเหล็กในเวลาต่อมา ท่านลักลอบเข้าประเทศญี่ปุ่นในช่วงหลังสงคราม และได้สัญชาติญี่ปุ่นอย่างเป็นทางการในปี ค.ศ. 1968 ใช้ชื่อ "มาส์ โอยาม่า" ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ในฐานะครูสอนเคียวคุชินคาราเต้ ผมมองว่าเรื่องราวชีวิตช่วงนี้สอนอะไรพวกเราหลายอย่าง โดยเฉพาะเรื่องที่ว่าคนคนหนึ่งสามารถเปลี่ยนความอึดอัดภายในให้กลายเป็นพลังในการฝึกฝนตนเองอย่างไม่หยุดยั้งได้

ตำนานฆ่าวัวกระทิง กับที่มาของฉายาหัตถ์เทวดา

พูดถึงมาส์ โอยาม่า คนส่วนใหญ่คงนึกถึงเรื่อง ฆ่าวัวกระทิง เป็นอันดับแรก ตามข้อมูลที่มีการบันทึกไว้ ท่านต่อสู้กับวัวกระทิงทั้งหมด 52 ตัวตลอดชีวิต ในจำนวนนี้มี 3 ตัวที่ถูกฆ่าตายทันทีด้วยการโจมตีเพียงครั้งเดียวด้วยมือเปล่า ส่วนอีก 49 ตัวถูกตัดเขาหรือหักเขาด้วยท่า Shuto Uchi (ชูโตะอุจิ — การฟันด้วยสันมือ) ซึ่งเป็นเทคนิคพื้นฐานที่พวกเราฝึกกันในโดโจทุกวันนี้เช่นกัน เรื่องราวเหล่านี้คือที่มาของฉายา "Godhand" หรือที่ผมแปลไว้ในหัวข้อนี้ว่า หัตถ์เทวดา ซึ่งกลายเป็นสัญลักษณ์แห่งพลังเหนือมนุษย์ที่ติดตัวท่านไปตลอดกาล

แต่ในฐานะคนที่คลุกคลีอยู่ในวงการศิลปะการต่อสู้มานาน ผมอยากชวนมองอีกมุมหนึ่งด้วยความเป็นธรรม เพราะงานวิจัยและบันทึกในปัจจุบันชี้ว่าเรื่องเล่าเหล่านี้ถูกมองว่าเป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์การสร้างตำนานเพื่อโปรโมทสำนัก และวัวส่วนใหญ่ในยุคนั้นก็มาจากโรงฆ่าสัตว์อยู่แล้ว ไม่ใช่วัวป่าดุร้ายอย่างที่หลายคนจินตนาการ ผมไม่ได้พูดแบบนี้เพื่อลดทอนความน่าเชื่อถือของท่าน แต่อยากให้ลูกศิษย์และผู้อ่านทุกคนแยกแยะระหว่างตำนานที่สร้างแรงบันดาลใจ กับข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ ซึ่งทั้งสองอย่างมีคุณค่าต่างกันไปในบริบทของตนเอง

ช่วงสุดท้ายของชีวิต ความป่วยที่ไม่มีใครพูดถึง

ตามข้อมูลเชิงลึกที่ผมได้อ่าน ท่านมีนิสัยตรวจสุขภาพประจำปีที่โรงพยาบาลเซนต์ลุคส์ อินเตอร์เนชั่นแนล (聖路加国際病院) กรุงโตเกียวทุกเดือนมีนาคม แต่ในปี ค.ศ. 1994 อาการป่วยคล้ายไข้หวัดที่ลากยาวทำให้ต้องเข้ารักษาตัวเมื่อวันที่ 17 มีนาคม และผลตรวจละเอียดเมื่อวันที่ 23 มีนาคมพบว่าเป็นมะเร็งปอดระยะสุดท้าย ทางโรงพยาบาลเคยเสนอทางเลือกในการผ่าตัด แต่ท่านปฏิเสธอย่างเด็ดขาดพร้อมกล่าวประโยคที่ทุกคนจำได้แม่นว่า "ผมเป็นซามูไร ผมไม่อยากมีชีวิตอยู่ด้วยการให้มีดผ่าตัดแตะต้องร่างกาย"

สิ่งที่ผมประทับใจมากในฐานะนักฝึกคาราเต้คือ ท่านเผชิญกับความเจ็บปวดขั้นรุนแรงของมะเร็งระยะสุดท้ายโดยไม่ใช้ยาแก้ปวดเลยแม้แต่น้อย และไม่เคยนอนติดเตียงจนต้องพึ่งพาผู้อื่นในการขับถ่าย ท่านเคยพูดไว้ว่า "ผมเป็นนักศิลปะการต่อสู้ ผมตายบนเสื่อทาทามิไม่ได้หรอก ถ้าเป็นไปได้อยากตายระหว่างฝึกซ้อมในโดโจมากกว่า" คืนสุดท้ายของชีวิตคือวันที่ 25 เมษายน หลังได้รับน้ำเกลือเวลาสามทุ่ม อาการก็ทรุดลงอย่างรวดเร็ว และท่านจากไปในเช้าวันที่ 26 เมษายน เวลาแปดโมงเช้า ด้วยภาวะระบบหายใจล้มเหลวจากมะเร็งปอด ทนายความที่อยู่ในเหตุการณ์บรรยายภาพนั้นไว้ว่า "เหมือนต้นไม้ใหญ่ที่ค่อย ๆ โค่นลงอย่างช้า ๆ"

ข่าวลือและทฤษฎีสมคบคิดในวงการคาราเต้

เรื่องที่น่าสนใจคือ แม้สาเหตุการเสียชีวิตอย่างเป็นทางการจะชัดเจนว่าเป็นมะเร็งปอด แต่ในวงการคาราเต้ก็มีข่าวลือมากมายที่สะท้อนว่าคนไม่อยากเชื่อว่าชายผู้แข็งแกร่งเช่นนี้จะพ่ายแพ้ให้กับโรคภัยธรรมดา บางฝ่ายเชื่อว่าเป็นผลจากควันบุหรี่มือสองในโดโจ เพราะตัวท่านเองไม่ได้เป็นคนสูบบุหรี่จัด บางฝ่ายก็โยงไปถึงสารพิษแอสเบสตอสในอาคารยุคนั้น และที่สุดโต่งที่สุดคือทฤษฎีว่าถูกวางยาพิษโดยสำนักคู่แข่ง ผมมองว่าข่าวลือเหล่านี้สะท้อนกลไกทางจิตวิทยาของมนุษย์ที่ไม่อยากยอมรับว่าฮีโร่ในตำนานก็ต้องตายด้วยข้อจำกัดทางชีวภาพเหมือนคนธรรมดาทุกคน

กรรมทางพุทธศาสนา มองความป่วยไข้อย่างไร

ตรงนี้คือหัวใจของบทความที่ผมอยากชวนคุยจริง ๆ ในฐานะคนไทยที่นับถือศาสนาพุทธ หลายคนพอเห็นว่าท่านผู้เป็นปรมาจารย์ต่อสู้กับวัวกระทิงมาตลอดชีวิต แล้วมาป่วยเป็นมะเร็งปอดตอนบั้นปลาย ก็มักโยงเข้ากับเรื่อง บาปกรรม จากการทำปาณาติบาต (การฆ่าสัตว์) ว่าเป็นเหตุให้ต้องรับผลกรรมทั้งความป่วยและการที่องค์กรแตกแยกไปในภายหลัง ผมเข้าใจความรู้สึกนี้ดีเพราะเติบโตมาในสังคมที่ผูกโยงเหตุและผลทางศีลธรรมเข้ากับทุกเรื่องราวของชีวิต แต่ในฐานะคนที่พยายามศึกษาทั้งธรรมะและวิถีการต่อสู้ควบคู่กันมา ผมอยากชวนมองให้ลึกกว่านั้นอีกชั้นหนึ่ง

หลักคำสอนพื้นฐานของศาสนาพุทธเรื่องไตรลักษณ์ ได้แก่ อนิจจัง (ความไม่เที่ยง) ทุกขัง (ความเป็นทุกข์) และอนัตตา (ความไม่มีตัวตนที่แท้จริง) สอนไว้ชัดเจนว่าสังขารทุกชนิด ไม่ว่าจะเป็นร่างกายของปุถุชนธรรมดาหรือปรมาจารย์ผู้ยิ่งใหญ่เพียงใด ล้วนตกอยู่ภายใต้กฎแห่งความเสื่อมเช่นเดียวกัน ความเจ็บป่วยจึงไม่ใช่เครื่องหมายเฉพาะของผู้มีบาปเท่านั้น แต่เป็นธรรมชาติที่ทุกชีวิตต้องเผชิญ ไม่ว่าจะฝึกฝนร่างกายให้แข็งแกร่งเพียงใดก็ตาม ผมเคยฟังพระอาจารย์ท่านหนึ่งอธิบายไว้ว่า กรรมมีหลายประเภทและหลายช่วงเวลาของการให้ผล บางอย่างให้ผลทันตา บางอย่างให้ผลในภพชาติถัดไป และบางอย่างก็เป็นเพียงผลจากเหตุปัจจัยทางกายภาพล้วน ๆ เช่น พันธุกรรม สิ่งแวดล้อม หรือพฤติกรรมการใช้ชีวิต การจะฟันธงว่าความป่วยครั้งหนึ่งเป็นผลจากกรรมใดกรรมหนึ่งโดยเฉพาะ จึงเป็นเรื่องที่พระพุทธเจ้าเองก็ไม่สนับสนุนให้ทำ เพราะจัดอยู่ในสิ่งที่เรียกว่า อจินไตย (เรื่องที่ไม่ควรครุ่นคิดจนเกินเหตุ)

สิ่งที่ผมมองว่าสำคัญกว่าการตัดสินว่าเป็นกรรมหรือไม่ คือการมองว่ามาส์ โอยาม่าตอบสนองต่อความป่วยไข้อย่างไร ท่านไม่ได้ตีโพยตีพายหรือปฏิเสธความจริง แต่เผชิญหน้ากับมันด้วยสติและวินัยแบบเดียวกับที่ท่านฝึกฝนมาทั้งชีวิต นี่คือสิ่งที่ผมมองว่าใกล้เคียงกับคำสอนพุทธศาสนามากกว่าเรื่องบาปกรรม นั่นคือการยอมรับความจริงของสังขารด้วยใจที่สงบ ไม่ดิ้นรนหนีความตาย แต่ก็ไม่ยอมแพ้ต่อความเจ็บปวดจนสิ้นสภาพความเป็นมนุษย์ที่มีศักดิ์ศรี ผมมองว่านี่คือบทเรียนที่ลึกซึ้งกว่าคำถามว่าใครทำกรรมอะไรไว้มาก

กรรมขององค์กร ความแตกแยกหลังการจากไปของปรมาจารย์

อีกประเด็นหนึ่งที่คนมักโยงกับเรื่องกรรมคือ การที่องค์กรเคียวคุชินแตกออกเป็นหลายสายหลังท่านเสียชีวิต บางคนมองว่านี่คือ กรรม จากการที่ท่านเคยใช้อำนาจอย่างเด็ดขาดในการบริหารองค์กรตลอดชีวิต แต่ในมุมมองของผมที่ศึกษาโครงสร้างองค์กรศิลปะการต่อสู้มาพอสมควร ผมมองว่าเรื่องนี้อธิบายได้ด้วยเหตุผลเชิงโครงสร้างมากกว่าเรื่องกรรมเวร

ท่านไม่เคยจดทะเบียนองค์กรให้เป็นนิติบุคคลสมัยใหม่อย่างเป็นระบบ อำนาจทั้งหมดผูกอยู่กับบารมีส่วนตัวของท่านเพียงผู้เดียว เมื่อไม่มีการวางแผนสืบทอดตำแหน่งที่ชัดเจนและเป็นลายลักษณ์อักษรที่ทุกฝ่ายยอมรับ พินัยกรรมฉบับสุดท้ายที่ระบุชื่อผู้สืบทอดก็ถูกศาลญี่ปุ่นตัดสินให้เป็นโมฆะในปี ค.ศ. 1997 เพราะขาดลายเซ็นของท่านเองและมีข้อสงสัยเรื่องกระบวนการจัดทำ ผลที่ตามมาคือคดีความเรื่องเครื่องหมายการค้าลากยาวนานกว่าสองทศวรรษ จนศาลทรัพย์สินทางปัญญาต้องตัดสินซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่าการผูกขาดเครื่องหมายการค้าโดยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งถือเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต

ผมมองว่าเรื่องนี้ไม่ใช่กรรมเวรอะไรที่ลี้ลับ แต่เป็นบทเรียนตรงไปตรงมาเรื่องการบริหารจัดการที่ขาดความรอบคอบ ซึ่งเป็นเรื่องที่คนทำงานด้านการสอนศิลปะการต่อสู้อย่างพวกเราทุกคนควรใส่ใจ ไม่ว่าจะเป็นโดโจเล็กหรือองค์กรใหญ่ระดับโลก การวางระบบที่ชัดเจนและโปร่งใสสำคัญไม่แพ้การฝึกฝนฝีมือเลย

บทเรียนจากตำนานหัตถ์เทวดา ที่ผมนำมาปรับใช้ในการสอน

ในฐานะผู้ก่อตั้ง IMAC Dojo ผมมักนำเรื่องราวของมาส์ โอยาม่ามาเล่าให้ลูกศิษย์ฟังอยู่เสมอ ไม่ใช่เพื่อยกย่องความเก่งกาจแบบเหนือมนุษย์ แต่เพื่อชี้ให้เห็นว่าแม้แต่ปรมาจารย์ระดับตำนานก็ยังต้องเผชิญกับข้อจำกัดของร่างกายเช่นเดียวกับคนธรรมดา สิ่งที่ผมพยายามปลูกฝังในทุกคลาสไม่ว่าจะเป็นเด็ก ผู้ใหญ่ คนทำงานที่นั่งนาน หรือผู้สูงวัย คือการฝึกด้วยความเข้าใจในศักยภาพของร่างกายตนเอง ไม่ใช่การฝืนตนเองจนเกินขอบเขตเพื่อพิสูจน์อะไรบางอย่าง

ท่านสอนให้เราเห็นความสำคัญของวินัยและความอดทน แต่ผมมองว่าเราต้องเรียนรู้จากช่วงบั้นปลายชีวิตของท่านด้วยเช่นกัน นั่นคือความสำคัญของการดูแลสุขภาพในระยะยาว การตรวจร่างกายสม่ำเสมอ และการรู้จักฟังสัญญาณเตือนจากร่างกายตนเอง ไม่ใช่ฝึกหนักจนละเลยสัญญาณเหล่านั้นไปเสียหมด นี่คือแนวทางที่ผมยึดถือมาตลอดในการวางหลักสูตรของโดโจ ทั้งในส่วนของ Shinkyokushin Karate ที่เปิดรับตั้งแต่อายุ 7 ถึง 60 ปี ไปจนถึง Judo Thailand ที่เริ่มฝึกได้ตั้งแต่อายุ 8 ปีขึ้นไป โดยไม่จำเป็นต้องมีพื้นฐานมาก่อนหรือเป็นนักกีฬาอาชีพ เพราะสิ่งที่ผมเชื่อจากการศึกษาชีวิตของมาส์ โอยาม่าคือ ความแข็งแกร่งที่แท้จริงไม่ได้วัดกันที่ว่าใครฝึกหนักที่สุด แต่วัดกันที่ว่าใครฝึกอย่างมีสติและรู้จักขอบเขตของตนเองมากกว่ากัน ผมจึงพยายามสอนให้ลูกศิษย์ทุกคน ไม่ว่าเด็กหรือผู้สูงวัย เข้าใจว่าการฝึกศิลปะการต่อสู้ที่ดีต้องมาพร้อมกับความเข้าใจในร่างกายตนเอง ไม่ใช่การเอาชนะร่างกายตนเองอย่างไม่ลืมหูลืมตา

บทสรุป

เมื่อมองย้อนกลับไปที่ชีวิตของมาส์ โอยาม่าทั้งหมด ตั้งแต่วัยเด็กที่เต็มไปด้วยความขัดแย้งภายใน ตำนานหัตถ์เทวดาที่สร้างชื่อเสียงระดับโลก ไปจนถึงบั้นปลายชีวิตที่ต้องเผชิญกับโรคมะเร็งปอดอย่างสงบและมีศักดิ์ศรี ผมเชื่อว่าคำถามที่ว่านี่คือกรรมหรือเรื่องบังเอิญ อาจไม่ใช่คำถามที่สำคัญที่สุด สิ่งที่สำคัญกว่าคือการที่ท่านสอนให้พวกเราเห็นว่ามนุษย์ทุกคน ไม่ว่าจะแข็งแกร่งเพียงใด ล้วนต้องเผชิญกับความไม่เที่ยงของสังขารเช่นเดียวกัน ในฐานะครูสอนศิลปะการต่อสู้ ผมเลือกที่จะรับเอาแง่มุมที่สร้างแรงบันดาลใจจากตำนานนี้ พร้อมกับเรียนรู้บทเรียนเรื่องความรอบคอบในการดูแลทั้งร่างกายและองค์กรไปพร้อมกัน เพื่อส่งต่อแนวทางการฝึกที่ปลอดภัยและยั่งยืนให้กับลูกศิษย์ทุกคนที่ IMAC Dojo ต่อไป

คำถามที่พบบ่อย

มาส์ โอยาม่าเสียชีวิตด้วยโรคอะไร และเมื่อไหร่

ท่านเสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งปอดระยะสุดท้ายเมื่อวันที่ 26 เมษายน ค.ศ. 1994 ขณะอายุ 70 ปี หลังตรวจพบอาการเมื่อวันที่ 23 มีนาคมปีเดียวกัน

ทำไมมาส์ โอยาม่าถึงปฏิเสธการผ่าตัดรักษามะเร็ง

ท่านให้เหตุผลว่าตนเองเป็นซามูไรที่ไม่ต้องการให้มีดผ่าตัดแตะต้องร่างกาย จึงเลือกเผชิญหน้ากับความเจ็บป่วยด้วยสติแทนการรักษาทางการแพทย์แผนปัจจุบัน

ตำนานฆ่าวัวกระทิงของมาส์ โอยาม่าเป็นเรื่องจริงทั้งหมดหรือไม่

มีบันทึกว่าท่านต่อสู้กับวัวกระทิง 52 ตัวจริง แต่รายละเอียดบางส่วนถูกมองว่าเป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์สร้างชื่อเสียงให้สำนัก และวัวส่วนใหญ่มาจากโรงฆ่าสัตว์ ไม่ใช่วัวป่าดุร้ายตามที่เข้าใจกัน

พุทธศาสนามองว่าความป่วยไข้เป็นผลจากกรรมเสมอไปหรือไม่

ไม่จำเป็นเสมอไป หลักไตรลักษณ์สอนว่าความเจ็บป่วยเป็นธรรมชาติของสังขารที่ไม่เที่ยง และพระพุทธเจ้าจัดเรื่องการฟันธงสาเหตุกรรมเฉพาะเจาะจงไว้ในกลุ่มอจินไตยที่ไม่ควรครุ่นคิดจนเกินเหตุ

ทำไมองค์กรเคียวคุชินถึงแตกแยกหลังมาส์ โอยาม่าเสียชีวิต

เพราะท่านไม่เคยวางระบบสืบทอดตำแหน่งที่ชัดเจนเป็นลายลักษณ์อักษร พินัยกรรมฉบับสุดท้ายถูกศาลตัดสินให้เป็นโมฆะ นำไปสู่คดีเครื่องหมายการค้าที่ลากยาวกว่า 20 ปี

เรื่องราวของมาส์ โอยาม่าเกี่ยวข้องอย่างไรกับแนวทางการสอนที่ IMAC Dojo

ผมนำบทเรียนเรื่องวินัย ความอดทน และการฟังสัญญาณร่างกายมาปรับใช้ในหลักสูตร เพื่อให้ผู้ฝึกทุกวัยที่ Shinkyokushin Karate และ Judo Thailand ฝึกได้อย่างปลอดภัยตามศักยภาพของตนเอง

อยากเริ่มเรียนศิลปะการต่อสู้?

ส่งข้อความหา IMAC Dojo เพื่อปรึกษาว่าหลักสูตรไหนเหมาะกับอายุ เป้าหมาย และพื้นฐานของผู้เรียน

สอบถามผ่าน LINE Official
สอบถามผ่าน LINE Official