หลายปีฝึกกังฟู จากเส้าหลินสู่สมาคมวูซู ประสบการณ์ตรงของครู IMAC Dojo
บทความเล่าประสบการณ์ตรงของครอบครัวครู IMAC Dojo ที่ผ่านทั้งการเรียนกังฟูเส้าหลินแบบไพรเวทและการฝึกผ่านสมาคมกีฬาวูซูแห่งประเทศไทย พร้อมเปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างสองแนวทาง

โดย
ธนินพงษ์ ศุภพิทักษ์พงษ์ (Phoenix)ผู้ก่อตั้งและครูผู้สอน IMAC Dojoอัปเดต 25 ก.ย. 2569
- ผู้เขียน
- ธนินพงษ์ ศุภพิทักษ์พงษ์ (Phoenix)
- เผยแพร่
- ปรับปรุงล่าสุด
- แหล่งข้อมูล
- 0
- เวลาอ่าน
- 11 นาที
คำตอบสั้น ๆ
การเรียนกังฟูมีอย่างน้อยสองแนวทางที่ให้ผลลัพธ์ต่างกันชัดเจน คือแนวทางแบบเรียนส่วนตัวเพื่อสุขภาพและวัฒนธรรมซึ่งไม่มีเวทีแข่งขันรองรับ กับแนวทางที่ฝึกผ่านองค์กรกีฬาที่มีระบบแข่งขันจริงอย่างสมาคมกีฬาวูซูแห่งประเทศไทย (Wushu Federation of Thailand) ซึ่งเป็นองค์กรที่ปรากฏอยู่ในฐานข้อมูล Thailand Sports Almanac ของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา จากประสบการณ์ตรงของผมเอง การฝึกแบบมีเป้าหมายแข่งขันทำให้เห็นความแตกต่างของความแม่นยำและวินัยชัดเจนกว่าการฝึกเพื่อกิจกรรมล้วน ๆ มาก
สรุปประเด็นสำคัญ
- ครอบครัวผมเริ่มเรียนกังฟูกับครูศิษย์ฆราวาสเส้าหลินเมื่อหลายปีก่อน โดยเรียน Private ต่อเนื่องมาหลายปี
- แต่ละครั้งใช้เวลาพอสมควร เน้นยืดเหยียด วอร์มอัพ เรียนท่าอยู่พักหนึ่ง แล้วปิดด้วย Warm Down
- ในอดีต ครูเคน ครูริว และครูเรน ได้เรียนกับอาจารย์บูล ดิษยบุตร เลขาธิการ (ในขณะนั้น) ของสมาคมกีฬาวูซูแห่งประเทศไทย
- สมาคมมีหลักฐานว่าก่อตั้งจุดเริ่มต้นวูซูสมัยใหม่ในไทยมาช้านานผ่านสถาบันวูซู–กังฟูของอาจารย์บูล
- ครูมิเชล ครูริว และครูเรน ได้เรียนกับครูตี๋ (สุจินดา หยางรุ่งรวิน) และครูลี ซึ่งเป็นรุ่นพี่ในวงการวูซูไทย
- ความแตกต่างที่ชัดที่สุดคือการฝึกเพื่อแข่งขันสร้างวินัยและความแม่นยำที่การฝึกเชิงกิจกรรมให้ไม่ได้
ถ้าใครถามผมว่าอยากเรียนกังฟูต้องเริ่มจากตรงไหน ผมมักจะเล่าเรื่องของครอบครัวศุภพิทักษ์พงษ์ (ตระกูลอึ้ง) ก่อนเสมอ เพราะเส้นทางของครอบครัวผมไม่ได้เริ่มจากห้องเรียนที่มีเวทีแข่งขันหรือเป้าหมายเหรียญรางวัล แต่เริ่มจากการฝึกกับครูที่เป็นศิษย์ฆราวาสจากวัดเส้าหลินเมื่อหลายปีก่อน ก่อนที่ชีวิตจะพาไปพบกับโลกของสมาคมกีฬาวูซูแห่งประเทศไทยในเวลาต่อมา สองเส้นทางนี้ต่างกันมากกว่าที่คนทั่วไปจะจินตนาการได้ และนั่นคือสิ่งที่ผมอยากถ่ายทอดในบทความนี้
สารบัญบทความ
จุดเริ่มต้น เรียนกังฟูกับศิษย์เส้าหลินแบบ Private
ย้อนกลับไปเมื่อหลายปีก่อน ครอบครัวผมเริ่มเรียนกังฟูกับครูท่านหนึ่งซึ่งเคยเป็นศิษย์ฆราวาสจาก 少林寺 (เส้าหลินซื่อ — วัดเส้าหลิน สถานที่กำเนิดตำนานมวยจีนสายพุทธ) ช่วงแรกผมเรียนแบบคลาสกลุ่มเหมือนคนทั่วไป แต่ไม่นานก็ตัดสินใจเปลี่ยนมาเรียนแบบไพรเวทต่อเนื่องยาวนานหลายปี แม้ค่าใช้จ่ายจะค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับการเรียนกลุ่ม แต่ผมรู้สึกว่าคุ้มค่าเพราะได้รับความใส่ใจแบบตัวต่อตัวและจัดเวลาที่สะดวกได้
รูปแบบการเรียนแต่ละครั้งใช้เวลาพอสมควร เริ่มจากการยืดเหยียดร่างกายและวอร์มอัพท่าพื้นฐานของมวยจีนอย่างละเอียด จากนั้นจึงเข้าสู่การเรียนท่าจริงเพียงช่วงสั้นๆเท่านั้น ก่อนปิดท้ายด้วยการ Warm Down เพื่อผ่อนคลายกล้ามเนื้อ สัดส่วนเวลาแบบนี้ทำให้ผมรู้สึกว่าการเรียนเป็นไปได้ค่อนข้างช้า เพราะเวลาส่วนใหญ่หมดไปกับการเตรียมร่างกายซ้ำๆมากกว่าการฝึกท่าและไม่ได้สอนการเข้าใจการใช้ท่าโดยตรง
สิ่งที่ผมอยากเน้นย้ำในฐานะคนที่ผ่านประสบการณ์นี้มาด้วยตัวเองคือ การเรียนลักษณะนี้เป็นเหมือนการเรียนเอกชนที่ไม่มีเวทีการแข่งขันรองรับ มันคือกิจกรรมเพื่อสุขภาพและการฝึกฝนตนเอง ไม่ใช่เส้นทางที่ถูกออกแบบมาเพื่อความเป็นเลิศหรือความแม่นยำระดับนักกีฬา ส่วนใหญ่เรียนเพื่อไปทำการแสดงในกิจกรรมต่าง ๆ เมื่อไม่มีเวทีแข่งขันให้วัดผล ครูและศิษย์ก็ไม่มีแรงกดดันที่จะต้องพัฒนาให้ถึงมาตรฐานใดมาตรฐานหนึ่งอย่างเข้มข้น นี่ไม่ใช่เรื่องผิด เพียงแต่เป็นธรรมชาติของการฝึกแบบนี้ที่ผู้เรียนควรเข้าใจตั้งแต่ต้น
จุดเปลี่ยนสำคัญ เมื่อได้เรียนกับสมาคมกีฬาวูซูแห่งประเทศไทย
ผมจำได้แม่นเพราะเป็นช่วงต้นปีที่ผ่านมานานพอสมควร ตอนนั้นครูเคน ครูริว และครูเรน ได้มีโอกาสเรียนกับ อาจารย์บูล ดิษยบุตร ผู้ที่ประวัติของสมาคมระบุว่าเป็นผู้ก่อตั้ง "สถาบันวูซู–กังฟู" ตั้งแต่อดีต ด้วยเป้าหมายเพื่อฝึกสอนและเผยแพร่ศิลปะ 武术 (อู่ซู่ — ศิลปะการต่อสู้จีนสมัยใหม่ที่พัฒนามาจากมวยจีนดั้งเดิมหลายสาย มักเรียกทับศัพท์ในไทยว่าวูซู) ให้แพร่หลายในประเทศไทย จุดนี้เองที่ผมมองว่าเป็นหมุดหมายสำคัญที่แบ่งเส้นทางกังฟูของครอบครัวเราออกเป็นสองช่วงอย่างชัดเจน
การเรียนในครั้งนั้นเกิดขึ้นที่การกีฬาแห่งประเทศไทย รามคำแหง โดยอาจารย์บูลให้นักกีฬารุ่นพี่เป็นผู้สอนโดยตรง ฝึกฝนต่อเนื่องเป็นเวลาหลายเดือน สิ่งที่ครูเคน ครูริว และครูเรนสัมผัสได้ทันทีคือความแตกต่างระหว่างการฝึกเพื่อการแข่งขันกับการฝึกเล่นๆ แบบที่เคยผ่านมา นี่ไม่ใช่ความรู้สึกเลื่อนลอย เพราะสมาคมกีฬาวูซูแห่งประเทศไทยเป็นองค์กรที่มีโครงสร้างแบบ governing body จริง ไม่ใช่สำนักฝึกเดี่ยว มีการจัดรายการแข่งขันต่อเนื่องอย่าง Wushu Thailand Open ซึ่งจัดมาแล้วหลายครั้งที่อาคารอเนกประสงค์ชาวฟ้า กองทัพอากาศ รวมถึงมีการอบรมผู้ฝึกสอนและผู้ตัดสินระดับชาติอย่างจริงจัง
น่าเสียดายที่ช่วงปลายปีหนึ่งประเทศไทยเผชิญมหาอุทกภัยครั้งใหญ่ที่กินเวลายาวนานหลายเดือน ทำให้การฝึกในช่วงนั้นต้องหยุดชะงักไป แต่ประสบการณ์สั้นๆเพียงไม่กี่เดือนนั้นก็เพียงพอที่จะเปลี่ยนมุมมองต่อโลกของการฝึกยุทธ์ให้กว้างขึ้นอย่างถาวร ผมมองว่านี่คือบทเรียนสำคัญสำหรับใครก็ตามที่กำลังคิดจะเรียนกังฟู นั่นคือควรลองสัมผัสทั้งสองแนวทางถ้ามีโอกาส เพราะแต่ละแบบให้ประสบการณ์ที่ไม่เหมือนกันเลย
กลับมาเรียนอีกครั้งกับครูตี๋และครูลี
หลังจากหยุดไปพักหนึ่งและได้ฝึกฝนกับอาจารย์อีกหลายท่านในระหว่างทาง จนกระทั่งหลายปีที่แล้ว ครูมิเชล ได้มีโอกาสเข้าเรียนกับ ครูตี๋ และ ครูลี ซึ่งเป็นครูที่เคยเป็นรุ่นพี่สอนพี่ชายทั้งครูเคน ครูริว และครูเรนมาก่อน ในโลกของวูซูไทย ครูตี๋คือชื่อที่มีข้อมูลสาธารณะยืนยันได้ชัดเจนที่สุด รายการ ข.ขยับ Family ทาง Thai PBS/ALTV เคยนำเสนอ "โค้ชตี๋ สุจินดา หยางรุ่งรวิน" ในตอนที่พูดถึงวูซูโดยเฉพาะ พร้อมอธิบายว่าการฝึกของเขาเน้นพัฒนาทั้งวินัยของร่างกาย การฝึกลมหายใจ และความถูกต้องแม่นยำของท่วงท่า
เส้นทางของครูตี๋เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนมากว่าการฝึกวูซูอย่างจริงจังพาคนคนหนึ่งไปได้ไกลแค่ไหน เขาเคยเป็นนักกีฬาทีมชาติไทยที่ลงแข่งขันเอเชียนเกมส์ในประเภทยุทธลีลาไม้พลองชาย หรือ 棍术 (กุ้นซู่ — ท่วงท่าการต่อสู้ด้วยไม้พลองในระบบวูซูสมัยใหม่) และได้อันดับ 7 จากนั้นเส้นทางของเขาก็เปลี่ยนผ่านจากนักกีฬาสู่ผู้จัดการทีมวูซูไทยก่อนเอเชียนเกมส์หางโจว ซึ่งตอนนั้นทีมไทยส่งนักกีฬาจำนวนหนึ่ง แบ่งเป็นชายและหญิง ตั้งเป้าหมายไว้ที่เหรียญเงิน และต่อมาเขาก็ปรากฏตัวในฐานะผู้ฝึกสอนที่แถลงเป้าหมายทีมซีเกมส์ไว้ที่เหรียญทองจากหลายรายการ
หลังจากครูมิเชลเรียนกับครูตี๋และครูลีมาหลายปี ครูริวและครูเรนก็มีโอกาสเข้าเรียนกับทั้งสองท่านพร้อมกับพี่เมเม่ (Meme) เช่นกัน ผมรู้สึกดีใจทุกครั้งที่ได้เห็นสมาคมกีฬาวูซูแห่งประเทศไทยทำหน้าที่สืบทอดวิชามวยจีนหลากหลายแขนงอย่างเป็นระบบ ไม่ว่าจะเป็นการจัดแข่งขันอย่าง Wushu Thailand Open ซึ่งจัดต่อเนื่องมาแล้วหลายครั้ง หรือการอบรมผู้ฝึกสอนและผู้ตัดสินระดับชาติที่ทำให้มาตรฐานการสอนวูซูในประเทศไทยไม่ได้ขึ้นอยู่กับครูคนใดคนหนึ่งเพียงลำพัง สิ่งเหล่านี้คือความแตกต่างที่ผมมองว่าสำคัญที่สุดระหว่างการเรียนกังฟูแบบส่วนตัวกับการเรียนผ่านองค์กรกีฬาที่มีโครงสร้างจริง เพราะแม้ครูทั้งสองแบบจะสอนด้วยใจรักเหมือนกัน แต่ระบบที่รองรับอยู่เบื้องหลังต่างกันโดยสิ้นเชิง
เส้าหลินกับวูซู ต่างกันอย่างไรในสายตาคนที่ผ่านทั้งสองแบบ
หลายคนที่มาปรึกษาผมเรื่องอยากให้ลูกเรียนกังฟูมักถามคำถามเดียวกันเสมอ นั่นคือเส้าหลินกับวูซูต่างกันตรงไหน ผมมักตอบตรง ๆ ว่ามันไม่ใช่แค่เรื่องชื่อสำนักหรือชื่อองค์กร แต่เป็นเรื่องของ "จุดหมายปลายทาง" ที่ตั้งไว้ตั้งแต่วันแรกที่ก้าวเข้าไปเรียน การฝึกกับศิษย์ฆราวาสเส้าหลินแบบที่ผมเคยผ่านมาเป็นการฝึกเพื่อรักษาวัฒนธรรมและสุขภาพ ไม่มีเวทีมาตรฐานให้วัดผลอย่างเป็นระบบ ขณะที่การฝึกผ่านสมาคมกีฬาวูซูแห่งประเทศไทยมีทั้งเวทีแข่งขันในประเทศ การเชื่อมโยงกับ Wushu Federation of Asia ในระดับทวีป และการแข่งขันในระบบของ International Wushu Federation (IWUF — สหพันธ์วูซูนานาชาติ องค์กรที่ดูแลการแข่งขัน Taolu และ Sanda ระดับโลก) ในระดับโลก
ตารางเปรียบเทียบสองแนวทางการฝึกกังฟู
| ประเด็น | เรียนแบบ Private กับศิษย์เส้าหลิน | เรียนผ่านสมาคมกีฬาวูซูแห่งประเทศไทย |
|---|---|---|
| เป้าหมายหลัก | สุขภาพและวัฒนธรรม | ความแม่นยำและการแข่งขัน |
| เวทีวัดผล | ไม่มี | มี เช่น Wushu Thailand Open |
| โครงสร้างองค์กร | ครูคนเดียว | governing body ระดับชาติ |
| ผลลัพธ์ที่เห็นชัด | ความผ่อนคลาย ระเบียบส่วนตัว | วินัย ความแม่นยำระดับนักกีฬา |
ผมอยากเน้นว่าตารางนี้ไม่ได้บอกว่าแบบไหนดีกว่าแบบไหน เพราะทั้งสองทางมีคุณค่าในตัวเอง เพียงแต่ให้ผลลัพธ์ต่างกัน คนที่อยากฝึกเพื่อผ่อนคลายและสัมผัสวัฒนธรรมจีนอาจพอใจกับการเรียนแบบแรก ส่วนคนที่อยากเห็นพัฒนาการชัดเจนแบบวัดผลได้ อยากให้ลูกมีวินัยและความมุ่งมั่นแบบนักกีฬา การเรียนผ่านองค์กรที่มีระบบแข่งขันจริงจะให้คำตอบที่ชัดกว่ามาก
บทเรียนที่ผมนำมาปรับใช้ในการสอนที่ IMAC Dojo
ประสบการณ์หลายปีที่ผ่านมาไม่ได้เป็นเพียงเรื่องเล่าให้ฟังกันเล่นๆ แต่มันหล่อหลอมแนวทางการสอนของผมที่ IMAC Dojo (International Martial Art Center) โดยตรง ผมเชื่อว่าการฝึกที่ดีต้องมีทั้งสองด้านผสมกัน คือความอ่อนโยนแบบการฝึกเพื่อสุขภาพ และความเข้มข้นแบบการฝึกที่มีเป้าหมายชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นเด็ก ผู้ใหญ่ คนทำงานที่นั่งนานทั้งวัน หรือผู้สูงวัยที่อยากมีการเคลื่อนไหวร่างกายอย่างถูกต้อง หลักการเดียวกันนี้นำไปปรับใช้ได้หมด
ที่ IMAC Dojo เราให้ความสำคัญกับพื้นฐานท่าทางที่ถูกต้องก่อนเสมอ เพราะจากประสบการณ์ตรง ผมเห็นว่าคนที่รีบเรียนท่ายาก ๆ โดยไม่มีพื้นฐานแน่นมักจะบาดเจ็บหรือเลิกเรียนกลางคัน วินัยและความปลอดภัยจึงเป็นสิ่งที่เราวางไว้เป็นอันดับต้น ๆ ไม่ต่างจากที่ผมได้เห็นตอนฝึกกับอาจารย์บูลผ่านครูเคน ครูริว และครูเรน ที่การกีฬาแห่งประเทศไทยเมื่อหลายปีก่อน ซึ่งนักกีฬารุ่นพี่ที่สอนให้เน้นความถูกต้องของท่วงท่าก่อนความเร็วหรือความสวยงามเสมอ
หากใครสนใจแนวทางการฝึกศิลปะการต่อสู้ที่ IMAC Dojo วางไว้ ไม่ว่าจะเป็น Shinkyokushin Karate Judo Thailand หรือ Wingchun Sambo Thailand และ Waikru Muaythai สามารถดูรายละเอียดตารางเรียนและอัตราค่าเรียนได้ที่หน้าตารางเรียนและค่าใช้จ่ายของโดโจ ส่วนกังฟูสายเส้าหลินและวูซูที่ผมเล่ามาทั้งหมดนี้ ปัจจุบันเป็นการถ่ายทอดในลักษณะการสอนส่วนตัวของครอบครัวเรา ไม่ได้เปิดเป็นคอร์สสาธารณะที่ IMAC Dojo แต่ประสบการณ์เหล่านี้คือรากฐานที่ทำให้เราเข้าใจเรื่องวินัย ความแม่นยำ และการฝึกตามศักยภาพของแต่ละคนอย่างลึกซึ้ง
บทสรุป
เมื่อมองย้อนกลับไปตลอดหลายปีที่ผ่านมา ผมยิ่งเชื่อมั่นว่าการฝึกกังฟูไม่มีสูตรสำเร็จตายตัวเพียงแบบเดียว เส้นทางที่เริ่มจากศิษย์ฆราวาสเส้าหลินสอนให้ผมรู้จักความอ่อนโยนและคุณค่าทางวัฒนธรรม ขณะที่ช่วงเวลาสั้น ๆ กับอาจารย์บูลผ่านครูเคน ครูริว และครูเรน รวมถึงการกลับมาเรียนกับครูตี๋และครูลีของครูมิเชล ครูริว และครูเรนอีกครั้ง สอนให้ครอบครัวเราเข้าใจความหมายของวินัยและความแม่นยำในแบบที่มีเวทีจริงรองรับ ทั้งสองแนวทางไม่ได้ขัดแย้งกัน แต่กลับเสริมกันจนกลายเป็นรากฐานสำคัญที่ผมนำมาใช้ออกแบบการสอนที่ IMAC Dojo ในทุกวันนี้ ไม่ว่าจะเป็นเด็กเล็ก ผู้ใหญ่วัยทำงาน หรือผู้สูงวัยที่เพิ่งเริ่มต้น หากใครสนใจแนวทางการฝึกศิลปะการต่อสู้ที่เรามีคอร์สสาธารณะรองรับ สามารถศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่หน้าตารางเรียนและค่าใช้จ่ายของโดโจ และผมหวังว่าเรื่องราวจากประสบการณ์ตรงของผมในบทความนี้จะช่วยให้ผู้อ่านตัดสินใจเลือกเส้นทางกังฟูที่เหมาะกับตัวเองได้ชัดเจนขึ้น
คำถามที่พบบ่อย
เรียนกังฟูเส้าหลินกับวูซูสมัยใหม่ต่างกันอย่างไรที่สุด
ความต่างที่ชัดที่สุดคือเวทีวัดผล เส้าหลินแบบที่ผมเรียนเป็นการฝึกส่วนตัวเพื่อสุขภาพและวัฒนธรรมโดยไม่มีเวทีแข่งขันรองรับ ส่วนวูซูผ่านสมาคมกีฬาวูซูแห่งประเทศไทยมีเวทีแข่งขันจริงอย่าง Wushu Thailand Open และเชื่อมโยงถึงระดับเอเชียและโลก
สมาคมกีฬาวูซูแห่งประเทศไทยคือองค์กรแบบไหน
เป็นองค์กรกีฬาระดับชาติที่ปรากฏอยู่ในฐานข้อมูล Thailand Sports Almanac ของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ทำหน้าที่จัดแข่งขัน อบรมผู้ฝึกสอนและผู้ตัดสิน และเชื่อมโยงกับ Wushu Federation of Asia ในระดับทวีป
ฝึกกังฟูกี่ปีถึงจะเห็นความแตกต่างชัดเจน
จากประสบการณ์ตรงของผมเองแค่ไม่กี่เดือนที่เรียนกับนักกีฬารุ่นพี่ผ่านอาจารย์บูลก็เพียงพอให้สัมผัสความต่างระหว่างการฝึกเพื่อแข่งขันกับการฝึกเชิงกิจกรรมได้ชัดแล้ว แต่ถ้าอยากให้ท่วงท่าแม่นยำและมีวินัยระดับนักกีฬาจริง ๆ ควรฝึกต่อเนื่องอย่างน้อยเป็นปีขึ้นไปภายใต้ครูที่มีระบบรองรับ
วูซูเหมาะกับเด็กไหม
วูซูเหมาะกับเด็กในแง่การฝึกวินัย ความยืดหยุ่น และสมาธิ แต่ผู้ปกครองควรเลือกครูที่เน้นพื้นฐานท่าทางถูกต้องก่อนเสมอ ไม่ใช่รีบเร่งสอนท่ายากเพื่อความสวยงามอย่างเดียว
ครูตี๋และครูลีในบทความนี้คือใคร
ครูตี๋คือ สุจินดา หยางรุ่งรวิน อดีตนักกีฬาวูซูทีมชาติไทยที่ผันตัวมาเป็นผู้จัดการทีมและผู้ฝึกสอน ส่วนครูลีเป็นครูรุ่นพี่ในวงการวูซูไทยที่เคยสอนพี่ชายของครูเคน ครูริว และครูเรนมาก่อน
IMAC Dojo สอนกังฟูเส้าหลินหรือวูซูเป็นคอร์สสาธารณะไหม
ไม่ กังฟูสายเส้าหลินและวูซูที่เล่ามาในบทความนี้เป็นการถ่ายทอดส่วนตัวภายในครอบครัวผู้สอน ปัจจุบัน IMAC Dojo เปิดสอนเป็นคอร์สสาธารณะเฉพาะ Shinkyokushin Karate Judo Thailand Wingchun Sambo Thailand และ Waikru Muaythai เท่านั้น
เรียนกังฟูที่ไหนดีในกรุงเทพสำหรับคนไม่มีพื้นฐาน
ควรเลือกที่ที่เน้นพื้นฐานท่าทางถูกต้องและความปลอดภัยก่อนความเร็วในการเรียนท่ายาก ไม่ว่าจะเป็นการฝึกส่วนตัวหรือผ่านองค์กรกีฬาที่มีระบบรองรับ อยากให้ทดลองศึกษาข้อมูลแนวทางของครูผู้สอนให้ดีก่อนตัดสินใจ
อยากเริ่มเรียนศิลปะการต่อสู้?
ส่งข้อความหา IMAC Dojo เพื่อปรึกษาว่าหลักสูตรไหนเหมาะกับอายุ เป้าหมาย และพื้นฐานของผู้เรียน
สอบถามผ่าน LINE Officialบทความที่เกี่ยวข้อง
หัวข้อและหลักสูตรที่เกี่ยวข้อง
อู่ซู่จีน

