พื้นฐานศิลปะการต่อสู้ที่ญี่ปุ่น เข้าใจรากมวยจีนก่อนฝึกคาราเต้ที่โดโจ
บทความเล่าประวัติศาสตร์ที่เชื่อมโยงคาราเต้กับมวยจีน ตั้งแต่การถ่ายทอดวิชาผ่านพระภิกษุและเฉิน หยวนอวิ่น ไปจนถึงซาวาอิ เคนอิจิผู้เชื่อมอี้เฉวียนกับคาราเต้เคียวคุชิน พร้อมมุมมองจากผู้ก่อตั้ง IMAC Dojo เรื่องการฝึกพื้นฐานคาราเต้เคียวคุชินในกรุงเทพ

โดย
ธนินพงษ์ ศุภพิทักษ์พงษ์ (Phoenix)ผู้ก่อตั้งและครูผู้สอน IMAC Dojoอัปเดต 19 ก.ย. 2569
- ผู้เขียน
- ธนินพงษ์ ศุภพิทักษ์พงษ์ (Phoenix)
- เผยแพร่
- ปรับปรุงล่าสุด
- แหล่งข้อมูล
- 5
- เวลาอ่าน
- 12 นาที
คำตอบสั้น ๆ
คาราเต้มีรากฐานมาจากมวยจีนจริง โดยเฉพาะมวยใต้จากมณฑลฝูเจี้ยน (Fujian) ที่แพร่เข้าสู่อาณาจักรริวกิว (Ryukyu — อาณาจักรโบราณบนเกาะโอกินาว่า) จนกลายเป็นวิชา "โทเต้" (Tode — แปลว่ามือของชาวถัง) ก่อนจะถูกเปลี่ยนชื่อและตัดขาดจากรากจีนในยุคชาตินิยมญี่ปุ่นก่อนสงครามโลก หลักฐานที่ชัดเจนที่สุดคือชื่อสำนักโชรินริว (Shorin-ryu) ที่ตั้งโดยชิบานะ โชชิน (Chibana Choshin) ในปี ค.ศ. 1933 ซึ่งใช้ตัวอักษรคันจิที่มีความหมายเชื่อมโยงกับคำว่าเส้าหลินโดยตรง สำหรับคนที่อยากเข้าใจรากฐานนี้ก่อนเริ่มฝึกจริง การเรียนคาราเต้ที่โดโจในกรุงเทพก็ยังคงยึดพื้นฐานท่าทาง การหายใจ และการเก็บพลังแบบเดียวกับที่ปรมาจารย์รุ่นเก่าเคยฝึกมา
สรุปประเด็นสำคัญ
- คำว่าคาราเต้เดิมหมายถึง "ฝ่ามือราชวงศ์ถัง" ซึ่งคือมวยจีน ก่อนถูกเปลี่ยนเป็น "หมัดว่างเปล่า" ในยุคหลัง
- ท่ายืน Sanchin Dachi และ Hiba Dachi มีรากเดียวกับท่ายืนขาแพะและท่ายืนม้าของมวยจีน
- สำนักโชรินริว มัตสึบายาชิริว และโชรินจิริว ล้วนใช้ชื่อที่เชื่อมโยงกับเส้าหลินโดยตรง
- ญี่ปุ่นเองมีนักปฏิบัติมวยจีนหรืออูซูสูงถึงราว 1.5 ล้านคน ตามข้อมูล JWTF
- ซาวาอิ เคนอิจิ ผู้ก่อตั้งไทคิเคน เคยฝึกมวยจีนแล้วถ่ายทอดให้โอยาม่า มาสึทัตสึ ผู้ก่อตั้งคาราเต้เคียวคุชิน
- คาราเต้เคียวคุชินที่ IMAC Dojo ยังคงยึดพื้นฐานท่าทางถูกต้องเป็นแกนหลักของการฝึก ไม่ต่างจากที่มวยจีนเน้นเรื่องรากฐาน
ผมเป็นคนจีนที่เริ่มต้นชีวิตในวงการศิลปะการต่อสู้ด้วยมวยจีน ก่อนจะเดินเข้าสู่เส้นทางคาราเต้แบบญี่ปุ่นอย่างจริงจังครั้งแรกในชีวิตด้วยคาราเต้เคียวคุชิน (Kyokushin Karate — คาราเต้สายเคียวคุชิน เน้นการต่อสู้แบบปะทะเต็มรูปแบบ) พอศึกษาลึกลงไปถึงประวัติศาสตร์คาราเต้กับเส้าหลิน ผมถึงเข้าใจว่าคำว่า "คาราเต้" ในอดีตแปลว่า "ฝ่ามือแห่งราชวงศ์ถัง" ซึ่งหมายถึงมวยจีนโดยตรง ไม่ใช่ "หมัดว่างเปล่า" อย่างที่คนส่วนใหญ่เข้าใจกันในปัจจุบัน เรื่องนี้ไม่ใช่แค่ความรู้สึกส่วนตัวของผม แต่มีร่องรอยทางประวัติศาสตร์ที่นักวิชาการญี่ปุ่นเองก็บันทึกไว้ ตั้งแต่พระภิกษุที่เดินทางไปวัดเส้าหลินตั้งแต่ศตวรรษที่ 14 ไปจนถึงชื่อสำนักคาราเต้โอกินาว่าที่ยังใช้ตัวอักษรคันจิเชื่อมโยงกับคำว่าเส้าหลินโดยตรง
สารบัญบทความ
จากมวยจีนสู่โอกินาว่า จุดกำเนิดที่ถูกลืม
ตอนผมเริ่มฝึกมวยจีนสมัยเด็ก ผมไม่เคยคิดว่าวันหนึ่งจะพบว่าเทคนิคเดียวกันนี้ซ่อนอยู่ในคาราเต้ที่ผมสอนอยู่ทุกวันนี้ งานวิจัยที่ผมได้อ่านระบุชัดว่าการถ่ายทอดศิลปะการต่อสู้จีนสู่ญี่ปุ่นไม่ใช่เหตุการณ์ครั้งเดียว แต่เป็นกระบวนการที่ไหลต่อเนื่องมาหลายศตวรรษ จุดที่มีการบันทึกชัดเจนที่สุดคือช่วงยุคคามาคุระต่อยุคมุโรมาจิ เมื่อพระภิกษุญี่ปุ่นชื่อไดจิ (Daichi) เดินทางไปวัดเส้าหลิน (Shaolin Temple — วัดชื่อดังบนเขาซงซาน ต้นกำเนิดตำนานมวยเส้าหลิน) ในปี ค.ศ. 1321 ตามด้วยพระภิกษุโชเก็น (Shogen) ที่เดินทางไปพำนักที่วัดเส้าหลินในทศวรรษ 1330 และเชื่อกันว่าได้รับการถ่ายทอดวิทยายุทธ์จากเจ้าอาวาสในยุคนั้น แม้หลักฐานที่ว่าท่านเปิดสำนักสอนวิชาในญี่ปุ่นอย่างเป็นระบบยังคลุมเครือ แต่ก็ถือเป็นประตูบานแรกที่เปิดออก
สำหรับผมแล้ว จุดที่น่าสนใจกว่าคือการถ่ายทอดที่ตรวจสอบได้ทางประวัติศาสตร์จริง ๆ ผ่านเฉิน หยวนอวิ่น (Chen Yuanyun) นักปราชญ์จากราชวงศ์หมิงตอนปลายที่เคยศึกษาวิชาที่วัดเส้าหลิน เขาเดินทางมาญี่ปุ่นพร้อมคณะทูตในปี ค.ศ. 1619 และตัดสินใจพำนักอยู่ ถ่ายทอดวิชาหมัดมวยให้ชาวญี่ปุ่นจนมีการสร้างศิลาจารึก "คิโตริวเคนโป" (Kito-ryu Kenpo — ชื่อสำนักเคนโปที่รับอิทธิพลจากเฉิน หยวนอวิ่น) ในปี ค.ศ. 1779 พร้อมข้อความยืนยันว่าวิชาหมัดมวยในญี่ปุ่นเริ่มจากชาวหมิงท่านนี้ นักประวัติศาสตร์บางคนถึงกับตั้งข้อสังเกตว่ายูยิตสู (Jujutsu) และยูโดที่คาโน จิโกโร (Kano Jigoro) ก่อตั้งในปลายศตวรรษที่ 19 ก็มีรากฐานส่วนหนึ่งมาจากเส้าหลินที่เฉิน หยวนอวิ่นนำเข้ามา นี่คือเหตุผลที่ผมมักบอกลูกศิษย์ว่าต้นกำเนิดวิชายูโดจากมวยจีนไม่ใช่เรื่องเกินจริง แต่เป็นข้อสังเกตที่มีหลักฐานทางประวัติศาสตร์รองรับอยู่จริง
อิทธิพลของมวยจีนไม่ได้หยุดอยู่แค่เกาะหลักของญี่ปุ่น แต่แผ่ไปถึงอาณาจักรริวกิวหรือโอกินาว่าในปัจจุบัน ซึ่งกลายเป็นรากฐานสำคัญของคาราเต้ วิชาที่นั่นเดิมเรียกว่า "โทเต้" แปลว่ามือของชาวถังหรือศาสตร์จากเมืองจีนโดยตรง สำนักโชรินริวที่ชิบานะ โชชิน ตั้งชื่อในปี ค.ศ. 1933 ใช้ตัวอักษรคันจิที่เชื่อมโยงกับคำว่าเส้าหลิน เช่นเดียวกับมัตสึบายาชิริว (Matsubayashi-ryu) และโชรินจิริว (Shorinji-ryu) ที่สะท้อนอิทธิพลของมวยใต้จากมณฑลฝูเจี้ยน การที่ปรมาจารย์โอกินาว่านำคำว่าเส้าหลินมาตั้งชื่อสำนักนั้น สะท้อนว่าในสังคมเอเชียตะวันออก คำว่าเส้าหลินเป็นเสมือนสัญลักษณ์ที่รับประกันความแข็งแกร่งและสิทธิอำนาจในวงการศิลปะการต่อสู้
ทำไมญี่ปุ่นถึงเปลี่ยนชื่อ Karate จาก "ฝ่ามือถัง" เป็น "หมัดว่างเปล่า"
จุดนี้คือสิ่งที่ผมรู้สึกว่าสำคัญที่สุดในมุมมองส่วนตัว เพราะมันอธิบายว่าทำไมคนญี่ปุ่นรุ่นหลังถึงไม่ค่อยยอมรับว่าคาราเต้มาจากมวยจีน ทั้งที่ท่ายืนกักเก็บพลังที่ตันเถียน (Tanden — จุดรวมพลังใต้สะดือตามความเชื่อของศิลปะการต่อสู้เอเชียตะวันออก) การยืนขาแพะแบบ Sanchin Dachi หรือการยืนม้าแบบ Hiba Dachi ล้วนมีรากเดียวกับท่ายืนของมวยจีนแทบทั้งสิ้น งานวิจัยที่ผมอ้างอิงชี้ว่าในช่วงก่อนสงครามโลกครั้งที่สอง การแลกเปลี่ยนศิลปะการต่อสู้ระหว่างจีนกับญี่ปุ่นถูกครอบงำด้วยบริบทชาตินิยมอย่างหนัก มีการประลองยุทธ์ระหว่างนักสู้จีนอย่างฮั่วหยวนเจี๋ย (Huo Yuanjia) หลี่ซูเหวิน (Li Shuwen) และหวังจื่อผิง (Wang Ziping) กับนักยูโดและทหารญี่ปุ่นในเซี่ยงไฮ้และแมนจูเรีย ซึ่งหลายครั้งไม่ได้จัดขึ้นเพื่อมิตรภาพ แต่เพื่อแสดงความเหนือกว่าทางชาติพันธุ์
ในบรรยากาศแบบนั้น การยอมรับว่าศิลปะการต่อสู้ของตนมีรากจากจีนย่อมเป็นเรื่องที่ขัดกับความภาคภูมิใจของชาติ ผมมองว่านี่คือจุดที่คำว่า "Kara" ถูกเปลี่ยนความหมายจาก "ถัง" (ราชวงศ์จีน) มาเป็น "คงว่าง" ที่แปลว่าว่างเปล่า ผสมกับคำว่า "เต้" ที่แปลว่าหมัด กลายเป็น "หมัดว่างเปล่า" ตามที่รู้จักกันทุกวันนี้ แต่ที่น่าสนใจคือแม้จะเปลี่ยนชื่อ เทคนิคพื้นฐานกลับไม่เคยเปลี่ยน ผมเคยไปเยี่ยมโดโจเก่าแก่ที่โอกินาว่าที่ยังมีธรรมเนียมกราบไหว้อาจารย์ตั๊กม้อ (ปรมาจารย์ในตำนานที่เชื่อมโยงกับวัดเส้าหลิน) เป็นปรมาจารย์อยู่เลย นี่คือหลักฐานเชิงวัฒนธรรมที่ทรงพลังไม่แพ้เอกสารทางวิชาการใด ๆ
บุคคลที่เชื่อมมวยจีนกับคาราเต้เคียวคุชินโดยตรง
ในทุกครั้งที่สอนศิษย์ ผมมักเล่าเรื่องซาวาอิ เคนอิจิ (Kenichi Sawai, ค.ศ. 1903–1988) เพราะเขาคือสะพานเชื่อมที่จับต้องได้จริงระหว่างมวยจีนกับคาราเต้เคียวคุชิน ซาวอาอิเคยเดินทางไปประเทศจีนและได้ฝึกฝนกับหวังเซียงไจ (Wang Xiangzhai) ปรมาจารย์ผู้ก่อตั้งอี้เฉวียน (Yiquan — มวยแห่งเจตนา เน้นการยืนนิ่งเพื่อสร้างพลังภายใน) จนเข้าใจหลักการปล่อยพลังจากภายในอย่างลึกซึ้ง เมื่อกลับมาญี่ปุ่น เขาได้ก่อตั้งไทคิเคน (Taikiken — ศิลปะการต่อสู้ที่ผสมผสานหลักอี้เฉวียนเข้ากับแนวทางญี่ปุ่น) และมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับโอยาม่า มาสึทัตสึ (Masutatsu Oyama) ผู้ก่อตั้งคาราเต้เคียวคุชิน ถึงขั้นที่นักประวัติศาสตร์คาราเต้หลายคนเชื่อว่าหลักการยืนนิ่งเพื่อสะสมพลังในคาราเต้เคียวคุชินได้รับอิทธิพลจากอี้เฉวียนผ่านซาวาอิโดยตรง
เรื่องนี้ทำให้ผมรู้สึกว่าตัวเองไม่ได้แปลกแยกจากสายวิชาที่เรียนอยู่เลย เพราะเส้นทางที่ผมเดินจากมวยจีนสู่คาราเต้เคียวคุชินก็คือเส้นทางเดียวกับที่โอยาม่าและซาวาอิเคยเดินมาก่อนหน้านี้เกือบร้อยปี ข้อมูลจากสหพันธ์อูซูแห่งประเทศญี่ปุ่นหรือ JWTF (Japan Wushu Taijiquan Federation) ระบุว่าปัจจุบันญี่ปุ่นมีผู้ฝึกมวยจีนหรืออูซูในรูปแบบต่าง ๆ สูงถึงราว 1.5 ล้านคน ซึ่งสะท้อนว่าแม้ประวัติศาสตร์จะถูกกลบเกลื่อนไปบ้างในยุคชาตินิยม แต่รากฐานทางวัฒนธรรมก็ไม่เคยหายไปจากสังคมญี่ปุ่นจริง ๆ
ตารางเปรียบเทียบท่ายืนพื้นฐาน คาราเต้กับมวยจีน
| ท่ายืน | ชื่อในคาราเต้ | ชื่อในมวยจีน | จุดเน้นหลัก |
|---|---|---|---|
| ยืนขาแพะ | Sanchin Dachi | ท่าเจี่ยหม่า (มวยใต้ฝูเจี้ยน) | เก็บพลังที่ตันเถียน |
| ยืนม้า | Hiba Dachi | มาปู้ (มวยเหนือ) | ฐานล่างมั่นคง |
| ยืนหน้าหลัง | Zenkutsu Dachi | กงเจี้ยนปู้ | ส่งแรงไปข้างหน้า |
| ยืนสามเหลี่ยม | Neko Ashi Dachi | ซวีปู้ | เตรียมเปลี่ยนจังหวะ |
ฝึกคาราเต้เคียวคุชินที่โดโจในกรุงเทพ ต่อยอดจากรากฐานนี้อย่างไร
สำหรับผมแล้ว การรู้รากฐานของคาราเต้ไม่ใช่แค่เรื่องความรู้เชิงวิชาการ แต่มันเปลี่ยนวิธีที่ผมสอนลูกศิษย์ทุกคนที่ IMAC Dojo เพราะเมื่อเข้าใจว่าท่ายืนแต่ละท่ามีที่มาจากการเก็บพลังแบบมวยจีน ผมจึงเน้นย้ำกับศิษย์เสมอว่าอย่ารีบร้อนข้ามขั้นตอนพื้นฐาน ไม่ว่าจะเป็นการยืน การหายใจ หรือการทรงตัว เพราะสิ่งเหล่านี้คือรากที่ต้นไม้ทั้งต้นต้องยืนอยู่บน การฝึกคาราเต้เคียวคุชิน (Shinkyokushin Karate) ที่โดโจของเราจึงไม่ใช่แค่การเลียนแบบท่าทางให้สวยงาม แต่คือการฝึกฝนวินัยและความอดทนไปพร้อมกัน
ผมมักบอกผู้ปกครองที่พาลูกมาสมัครเรียนว่า คาราเต้ (karate) ที่สอนที่นี่ไม่ได้เน้นความรุนแรงหรือการปะทะแบบไร้ทิศทาง แต่เน้นความถูกต้องของท่าทางเป็นอันดับแรก เพราะนี่คือสิ่งที่ปรมาจารย์รุ่นเก่าตั้งแต่ยุคโอกินาว่าจนถึงยุคของโอยาม่า มาสึทัตสึ ยึดถือมาตลอด หลักสูตร Shinkyokushin Karate ของเราเปิดรับตั้งแต่อายุ 7 ถึง 60 ปี เพราะเราเชื่อว่าพื้นฐานที่ถูกต้องนี้ฝึกได้ทุกวัย ไม่ว่าจะเป็นเด็กที่เพิ่งเริ่มต้น หรือผู้ใหญ่ที่อยากกลับมาดูแลร่างกายอย่างมีวินัย ผู้ที่สนใจสามารถดูรายละเอียดหลักสูตรเพิ่มเติมได้ที่ หลักสูตรคาราเต้เคียวคุชิน
อีกสิ่งหนึ่งที่ผมพยายามส่งต่อให้ศิษย์ทุกคนคือความเข้าใจว่าศิลปะการต่อสู้แต่ละแขนงไม่ได้แยกขาดจากกันอย่างที่คนทั่วไปคิด ยูโด (Judo) เองก็มีรากส่วนหนึ่งที่เชื่อมโยงกับเส้าหลินผ่านเฉิน หยวนอวิ่นเช่นกัน แม้ IMAC Dojo จะไม่ได้สอนมวยจีนหรือไทเก็กเป็นหลักสูตรสาธารณะ แต่ความรู้เชิงประวัติศาสตร์แบบนี้ช่วยให้ศิษย์เข้าใจว่าทำไมท่าทางบางอย่างในคาราเต้ถึงดูคุ้นเคยกับสิ่งที่เห็นในหนังกำลังภายใน และทำไมการฝึกฝนอย่างมีวินัยถึงเป็นหัวใจของทุกสำนักไม่ว่าจะมาจากชาติใด
บทเรียนที่ผมอยากส่งต่อจากการเดินทางข้ามสองวัฒนธรรม
ย้อนกลับไปตอนที่ผมเริ่มฝึกมวยจีนในวัยเด็ก ผมไม่เคยคาดคิดว่าวันหนึ่งตัวเองจะกลายเป็นผู้ก่อตั้งโดโจที่สอนคาราเต้เคียวคุชินในกรุงเทพ แต่เมื่อมองย้อนกลับไป ผมกลับรู้สึกว่าเส้นทางนี้เป็นธรรมชาติมาก เพราะรากฐานของทั้งสองศาสตร์แทบไม่ต่างกันเลย ต่างกันเพียงชื่อเรียก เครื่องแบบ และบริบททางวัฒนธรรมที่ห่อหุ้มอยู่ภายนอกเท่านั้น สิ่งที่ผมอยากให้ลูกศิษย์ทุกคนเข้าใจคือ การเรียนศิลปะการต่อสู้ไม่ใช่การเลือกฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่คือการเปิดใจเรียนรู้ว่าทุกสำนักล้วนมีจุดร่วมทางปรัชญาที่ลึกซึ้งกว่าที่ตาเห็น
ผมเชื่อว่าความเข้าใจในรากฐานทางประวัติศาสตร์นี้จะช่วยให้ผู้ฝึกทุกคน ไม่ว่าจะเป็นเด็กเล็กที่เพิ่งเริ่มต้น คนทำงานที่นั่งโต๊ะทั้งวัน หรือผู้สูงวัยที่อยากดูแลร่างกาย เห็นคุณค่าของการฝึกฝนพื้นฐานมากขึ้น เพราะเมื่อรู้ว่าท่ายืนที่ดูเรียบง่ายนั้นแท้จริงแล้วผ่านการกลั่นกรองมาจากภูมิปัญญาหลายร้อยปีข้ามสองวัฒนธรรม การฝึกซ้ำแล้วซ้ำเล่าก็จะไม่ใช่เรื่องน่าเบื่ออีกต่อไป แต่กลายเป็นการเดินตามรอยปรมาจารย์ที่เคยเดินทางข้ามทะเลเพื่อแลกเปลี่ยนวิชากันมาก่อน ผมเองพยายามถ่ายทอดมุมมองนี้ให้ลูกศิษย์ที่ IMAC Dojo ทุกคน ไม่ใช่เพื่อให้ทุกคนกลายเป็นนักประวัติศาสตร์ แต่เพื่อให้ทุกคนฝึกด้วยความเข้าใจและความเคารพในสิ่งที่ตัวเองกำลังทำอยู่ นี่คือสิ่งที่ผมมองว่าสำคัญไม่แพ้เทคนิคการชกหรือการเตะเลยสักนิด
บทสรุป
ตลอดเส้นทางที่ผมเดินทางจากมวยจีนในวัยเด็กมาสู่การเป็นผู้ก่อตั้งโดโจที่สอนคาราเต้เคียวคุชินในกรุงเทพ ผมได้เรียนรู้ว่าศิลปะการต่อสู้ทุกแขนงล้วนมีสายใยที่เชื่อมโยงกันอยู่ลึก ๆ ไม่ว่าจะเป็นท่ายืน การหายใจ หรือปรัชญาการเก็บพลังภายใน ซึ่งเดินทางข้ามพรมแดนและกาลเวลามาหลายศตวรรษก่อนจะกลายเป็นสิ่งที่เรารู้จักกันในปัจจุบัน การเข้าใจรากฐานเหล่านี้ไม่ได้ทำให้คุณค่าของคาราเต้ลดน้อยลงแต่อย่างใด ตรงกันข้ามกลับยิ่งทำให้ผู้ฝึกเห็นคุณค่าของวินัยและความอดทนที่ปรมาจารย์รุ่นก่อนสั่งสมมาให้มากขึ้น หากคุณกำลังมองหาที่ฝึกคาราเต้เคียวคุชินที่ให้ความสำคัญกับพื้นฐานที่ถูกต้องและปลอดภัยสำหรับทุกวัย ผมและทีมงาน IMAC Dojo ยินดีต้อนรับทุกท่านที่พร้อมจะเริ่มต้นเส้นทางนี้ไปด้วยกัน
แหล่งข้อมูลและอ่านเพิ่มเติม
- Karate — Wikipediaชุมชนเข้าถึง 19 ก.ย. 2569
- Kyokushin — Wikipediaชุมชนเข้าถึง 19 ก.ย. 2569
- Mas Oyama — Wikipediaชุมชนเข้าถึง 19 ก.ย. 2569
- Kenichi Sawai — Wikipediaชุมชนเข้าถึง 19 ก.ย. 2569
- Yiquan — Wikipediaชุมชนเข้าถึง 19 ก.ย. 2569
คำถามที่พบบ่อย
คาราเต้กับมวยจีนต่างกันอย่างไรในทางปฏิบัติ
ต่างกันหลักที่ระบบการฝึกและวัฒนธรรมที่ห่อหุ้มอยู่ภายนอก แต่รากฐานเรื่องการยืน การหายใจ และการเก็บพลังที่ตันเถียนมีความคล้ายคลึงกันสูงมาก เพราะคาราเต้พัฒนาต่อยอดมาจากมวยจีนสายฝูเจี้ยนที่แพร่เข้าสู่โอกินาว่าโดยตรง
ทำไมสำนักคาราเต้บางแห่งถึงยังกราบไหว้ปรมาจารย์ตั๊กม้อ
เพราะสำนักโอกินาว่าดั้งเดิมยังคงรักษาธรรมเนียมที่เชื่อมโยงกับรากเส้าหลิน แม้ในภายหลังญี่ปุ่นแผ่นดินใหญ่จะเปลี่ยนชื่อและตัดขาดความเชื่อมโยงนี้ออกไปในยุคชาตินิยมก็ตาม
ยูโดเกี่ยวข้องกับมวยจีนจริงหรือไม่
นักประวัติศาสตร์บางส่วนตั้งข้อสังเกตว่ายูยิตสูซึ่งเป็นรากฐานของยูโดมีส่วนได้รับอิทธิพลจากเส้าหลินผ่านเฉิน หยวนอวิ่น ที่เดินทางมาญี่ปุ่นในปี ค.ศ. 1619 แต่ก็ต้องเข้าใจว่ากระบวนการนี้ผ่านการพัฒนามาหลายศตวรรษจนกลายเป็นเอกลักษณ์ของตัวเอง
เด็กควรเริ่มฝึกคาราเต้เคียวคุชินตอนอายุเท่าไหร่
หลักสูตร Shinkyokushin Karate ที่ IMAC Dojo เปิดรับตั้งแต่อายุ 7 ถึง 60 ปี เพราะเชื่อว่าพื้นฐานท่าทางที่ถูกต้องฝึกได้ทุกช่วงวัย ไม่จำเป็นต้องมีพื้นฐานมาก่อน
เรียนคาราเต้ที่โดโจในกรุงเทพต้องมีพื้นฐานศิลปะการต่อสู้มาก่อนหรือไม่
ไม่จำเป็น เพราะแนวทางการสอนที่ IMAC Dojo เน้นปูพื้นฐานท่าทางตั้งแต่เริ่มต้นให้เหมาะกับศักยภาพของแต่ละคน ไม่ว่าจะเป็นผู้ใหญ่ที่ไม่เคยออกกำลังกายมาก่อนหรือผู้สูงวัยก็สามารถเข้าฝึกได้
สนใจดูรายละเอียดหลักสูตรคาราเต้เคียวคุชินได้ที่ไหน
สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ [หลักสูตรคาราเต้เคียวคุชิน](/th/courses/shinkyokushin-karate-thailand) และดูตารางเรียนกับอัตราค่าเรียนได้ที่หน้าตารางเรียนและค่าเรียนของโดโจ
อยากเริ่มเรียนศิลปะการต่อสู้?
ส่งข้อความหา IMAC Dojo เพื่อปรึกษาว่าหลักสูตรไหนเหมาะกับอายุ เป้าหมาย และพื้นฐานของผู้เรียน
สอบถามผ่าน LINE Official

