โลโก้ IMAC DOJOIMAC DOJO
ชินเคียวคุชินคาราเต้

Norichika Tsukamoto กับปรัชญาเท็นจิอิโตสึ และ Mach Kick ท่าไม้ตายที่เปลี่ยนวงการคาราเต้เคียวคุชิน

บทความเจาะลึกประวัติและปรัชญาของ Norichika Tsukamoto แชมป์โลกคาราเต้เคียวคุชิน 2 สมัย ผู้คิดค้นท่า Mach Kick พร้อมมุมมองจากผู้ก่อตั้ง IMAC Dojo ที่เคยเรียนกับท่านโดยตรง

นักคาราเต้เคียวคุชินฝึกเตะในโดโจญี่ปุ่น
ผู้เขียน
ธนินพงษ์ ศุภพิทักษ์พงษ์ (Phoenix)
เผยแพร่
ปรับปรุงล่าสุด
แหล่งข้อมูล
1
เวลาอ่าน
13 นาที

คำตอบสั้น ๆ

Norichika Tsukamoto คือแชมป์โลก Open World Championship ของ World Karate Organization (WKO) Shinkyokushinkai (新極真会 — ชินเคียวคุชินไค) ถึง 2 สมัย ครั้งแรกในปี ค.ศ. 1996 ตอนอายุ 21 ปี ซึ่งทำให้เขาเป็นแชมป์ที่อายุน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์ และครั้งที่สองในปี ค.ศ. 2011 ตอนอายุ 37 ปี ซึ่งทำให้เขากลายเป็นแชมป์ที่อายุมากที่สุดในเวลาเดียวกัน เขาคือผู้คิดค้นท่า Mach Kick (マッハ蹴り — มาฮะเกริ) ท่าเตะระยะประชิดตัวที่เปลี่ยนวิธีคิดเรื่องการบล็อกและสวนกลับในสังเวียนไปตลอดกาล และเป็นผู้นำปรัชญา 天地一つ (เท็นจิฮิโตะสึ — ฟ้ากับดินเป็นหนึ่งเดียว) มาใช้พลิกฟื้นอาชีพนักสู้ในช่วงปลายให้กลับมาคว้าแชมป์โลกได้อีกครั้ง

สรุปประเด็นสำคัญ

  • Tsukamoto เป็นแชมป์โลก WKO Shinkyokushinkai ทั้งครั้งที่ 6 (1996) และครั้งที่ 10 (2011) ห่างกันหลายปี
  • เขาคิดค้น Mach Kick เทคนิคเตะเข่าชี้ขึ้นแล้วสะบัดขาลงแนวดิ่ง ใช้ได้ในระยะประชิดที่การเตะรอบวงปกติทำไม่ได้
  • ปรัชญา เท็นจิอิโตสึ มาจากเรื่องเล่าของ Kamiizumi Ise-no-Kami Nobutsuna ผู้ก่อตั้ง 新陰流 (ชินคาเงะริว) ที่สอนเรื่องการละอัตตา
  • ปัจจุบันเขาดำรงตำแหน่ง Branch Chief ของ Tokyo Setagaya-Suginami Branch ในระดับ 6th Dan Shihan
  • ผู้เขียนเคยได้เรียนตัวต่อตัวกับ Tsukamoto ที่สัมมนา Shinkyokushinkai Singapore เมื่อหลายปีก่อน
  • IMAC Dojo สอนหลักสูตร Shinkyokushin Karate โดยยึดพื้นฐานท่าทางที่ถูกต้องและวินัยเป็นแกนหลัก ไม่ต่างจากแนวทางที่ Tsukamoto ยึดถือ

คนที่อยู่ในวงการ คาราเต้เคียวคุชิน มานาน คงไม่มีใครไม่รู้จัก 塚本徳臣 (Tsukamoto Norichika — สึคาโมโตะ โนริชิกะ) หรือที่หลายคนเรียกด้วยความเคารพว่าชิฮังสึคาโมโตะ ท่านเป็นนักสู้ที่ผมได้มีโอกาสเรียนด้วยตัวเองที่สิงคโปร์เมื่อสิบกว่าปีก่อน และเป็นหนึ่งในบุคคลที่ผมมองว่าเปลี่ยนหน้าประวัติศาสตร์ของวงการนี้จริง ๆ

สารบัญบทความ

จุดเริ่มต้นจากเด็กขี้อายที่นางาซากิ

สึคาโมโตะเกิดวันที่ 4 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1974 ที่เมืองอิซาฮายะ จังหวัดนางาซากิ เป็นเด็กที่พ่อมองว่าขี้อายและเก็บตัวเกินไป จึงส่งไปฝึก 空手道 (คาราเต้โด — วิถีมือเปล่า) สาย เคียวคุชินไคคัง (Kyokushinkaikan) ที่สาขานางาซากิตั้งแต่อายุ 8 ขวบ เรื่องนี้สะท้อนบางอย่างที่ผมเชื่อมาตลอดในฐานะคนสอนศิลปะการต่อสู้ให้เด็กที่ IMAC Dojo นั่นคือคาราเต้ไม่ได้มีไว้สำหรับเด็กที่แข็งแรงอยู่แล้วเท่านั้น แต่มันช่วยปั้นวินัยและความมั่นใจให้เด็กที่ยังไม่รู้จักตัวเองดีพอด้วย

พอเรียนจบมัธยมปลาย เขาย้ายไปโตเกียวและฝากตัวกับสาขา Jonan Kawasaki ภายใต้การดูแลของ Tsuyoshi Hiroshige ซึ่งขึ้นชื่อเรื่องการฝึกเตะต่ำหนักหน่วงและการปะทะระยะประชิดแบบไม่ถอย สิ่งที่น่าสนใจคือ แม้สึคาโมโตะจะซึมซับหลักการสร้างพลังจากสายโจนังมาเต็มที่ แต่ด้วยส่วนสูง 186 เซนติเมตร และความยืดหยุ่นที่เหนือกว่าคนทั่วไป เขากลับเลือกเบนออกจากแนวทางปะทะหนักแบบตรงไปตรงมา แล้วหันไปสำรวจว่าความสูงและมุมเตะของตัวเองจะสร้างทางโจมตีแบบไม่คาดคิดได้อย่างไร ผมมองว่านี่คือบทเรียนสำคัญสำหรับทุกคนที่ฝึกศิลปะการต่อสู้ไม่ว่าจะที่ไหน ร่างกายของแต่ละคนไม่เหมือนกัน การลอกแบบคนเก่งแบบคำต่อคำจึงไม่ใช่ทางลัดเสมอไป ต้องเข้าใจหลักการแล้วปรับให้เข้ากับตัวเองจริง ๆ

เส้นทางแชมป์โลกที่ห่างกันหลายปี

ปี ค.ศ. 1994 หลังจากปรมาจารย์ 大山倍達 (มัตสึทัตสึ โอยามะ) ผู้ก่อตั้งเคียวคุชินเสียชีวิตลง วงการก็เข้าสู่ช่วงแตกแยกเป็นหลายองค์กร สึคาโมโตะในวัย 20 ปี ได้อันดับ 6 ในการแข่งขัน All Japan Open ครั้งที่ 26 ซึ่งเป็นรายการใหญ่ครั้งสุดท้ายก่อนการแยกตัว หลังจากนั้นเขาเลือกเข้าร่วมกับกลุ่มสาขาที่ภายหลังรวมตัวกันเป็น WKO Shinkyokushinkai ภายใต้การนำของ Kenji Midori (緑健児) และกลายเป็นนักสู้หลักที่แบกธงเทคนิคขององค์กรนี้อย่างรวดเร็ว

ตำนานเล่าว่าในเดือนมกราคม ค.ศ. 1996 ที่ Yokohama Arena สึคาโมโตะคว้าแชมป์โลกครั้งแรกในการแข่งขัน World Open Championship ครั้งที่ 6 ด้วยวัยเพียง 21 ปี สิ่งที่ทำให้วงการตกตะลึงคือเขาชนะโดยแทบไม่พึ่งการเตะต่ำแบบดั้งเดิมเลย ส่วนหนึ่งเพราะอาการบาดเจ็บที่เท้า และอีกส่วนเพราะเขาเลือกใช้การโจมตีระดับศีรษะที่คาดเดายากแทน เชื่อกันว่าในรอบชิงชนะเลิศเขาเอาชนะ Kunihiro Suzuki เพื่อนร่วมสำนักโจนังไปได้ ตลอดทศวรรษถัดมาเขายังคว้าแชมป์ All Japan Open ได้อีกหลายสมัยและสร้างสถิติชนะติดต่อกัน 33 แมตช์ แต่แชมป์โลกสมัยที่สองกลับเลื่อนออกไปเรื่อย ๆ เพราะนักสู้จากยุโรปตะวันออก โดยเฉพาะรัสเซีย ลิทัวเนีย และบัลแกเรีย เริ่มนำความได้เปรียบด้านมวลร่างกายและการชกแบบผสมหมัดเข้ามาใช้ในสังเวียนเคียวคุชินมากขึ้น

จุดต่ำสุดเกิดขึ้นที่การแข่งขันโลกครั้งที่ 9 เขาตกรอบก่อนรองชนะเลิศด้วยการแพ้ตัดสินด้วยการทุบไม้กระดาน (ทาเมชิวาริ) หลังจากเสมอกันกับ Roman Nesterenko นักสู้ชาวรัสเซียในช่วงต่อเวลา แทนที่จะยอมรับว่าหมดยุคแล้ว สึคาโมโตะกลับใช้ความพ่ายแพ้นั้นเป็นจุดเริ่มต้นของการปรับทั้งเทคนิคและจิตใจครั้งใหญ่ จนคว้าแชมป์ All Japan Open ติดต่อกันสองปีซ้อน ก่อนจะไปถึงจุดสูงสุดอีกครั้งที่ Tokyo Metropolitan Gymnasium ในวัย 37 ปี เขาผ่านสายการแข่งขันที่มีผู้เข้าร่วมจำนวนมาก ไปเจอกับ Nesterenko อีกครั้งในรอบรองชนะเลิศ และในช่วงวินาทีสุดท้ายของยกปกติ เขาเปิดช่องหลอกแล้วเหวี่ยงท่า 胴回し回転蹴り (โด มาวาชิ ไคเท็งเกริ — เตะหมุนตัวแบบล้อเกวียน) เข้าที่กรามของ Nesterenko จนน็อกทันที สร้างความฮือฮาจนผู้ชมในสนามลุกขึ้นยืนปรบมือทั้งหมด ก่อนจะเอาชนะ Tsutomu Murayama คู่แข่งชาวญี่ปุ่นด้วยคะแนนเอกฉันท์ในรอบชิงชนะเลิศ และคว้ารางวัล Technical Award (ginō-shō) กลับบ้านไปด้วย

Mach Kick ท่าไม้ตายที่เปลี่ยนวิธีสู้ในระยะประชิด

ก่อนยุคของสึคาโมโตะ กลยุทธ์มาตรฐานในสังเวียนเคียวคุชินคือแนวทาง uke-kaeshi (บล็อกแล้วสวน) นักสู้สองคนยืนประชิดกัน รับหมัดและเตะต่ำด้วยกล้ามเนื้อที่เกร็งแข็ง แล้วค่อยสวนกลับทันที สึคาโมโตะชี้ให้เห็นจุดอ่อนของวิธีนี้ว่า การรับแรงกระแทกแต่ละครั้งเท่ากับเปิดโอกาสให้คู่ต่อสู้ตรวจสอบระยะและจังหวะของตัวเองได้ เขาจึงนำหลัก tai-sabaki (การเคลื่อนตัวหลบมุม) มาผสานเข้ากับการต่อสู้ระยะประชิด ด้วยการก้าวข้างหรือหมุนตัวในจังหวะที่คู่ต่อสู้เริ่มออกอาวุธ ทำให้หมัดหรือเท้านั้นพุ่งเข้าที่อากาศเปล่า เปิดช่องว่างทางร่างกายและจิตใจให้เขาสอดแทรกโจมตีกลับได้ทันที หลักการนี้ตรงกับสิ่งที่ผมพยายามสอนนักเรียนที่ IMAC Dojo เสมอว่า ความเร็วไม่ได้มาจากความรีบร้อน แต่มาจากการอ่านจังหวะคู่ต่อสู้ให้ขาดก่อนที่จะขยับ

ใจกลางของคลังเทคนิคนี้คือ Mach Kick ท่าเตะรอบวงแบบดัดแปลงที่ใช้ได้ในระยะประชิดสุด ๆ ซึ่งการเตะรอบวงมาตรฐานทำไม่ได้เพราะต้องการระยะห่างและวิถีโค้งกว้าง สึคาโมโตะแก้ปัญหานี้ด้วยการยกเข่าขึ้นแนวดิ่งอย่างรวดเร็วตามแนวกึ่งกลางลำตัว ให้ดูเหมือนกำลังจะเตะหน้า เตะเข่าเข้ากลางลำตัว หรือเตะต่ำธรรมดา พอเข่าพ้นระดับไหล่ของคู่ต่อสู้แล้ว เขาจะเอียงลำตัวไปด้านหลังเล็กน้อยเพื่อใช้เข่าที่ยกสูงนั้นเป็นจุดหมุน แล้วสะบัดปลายขาลงมาในแนวตั้งฉันแทบจะเหมือนขวานฟันลงมา เพราะวิถีของแรงเตะไม่ได้พุ่งเข้าแนวนอนแบบที่การ์ดมือทั่วไปถูกฝึกมาให้รับ มันจึงมักหลุดรอดผ่านซอกแขนหรือข้ามไหล่ไปโดนกรามหรือขมับเต็ม ๆ ด้วยแรงที่เพียงพอจะทำให้คู่ต่อสู้น็อกได้ทันที ผมมองว่าความฉลาดของท่านี้ไม่ได้อยู่ที่พลัง แต่อยู่ที่มุมที่คาดไม่ถึง ซึ่งเป็นหลักคิดที่ผมพยายามปลูกฝังให้นักเรียนที่ IMAC Dojo เสมอว่า เทคนิคที่ดีไม่จำเป็นต้องแรงที่สุด แต่ต้องเป็นเทคนิคที่คู่ต่อสู้มองไม่เห็นทางมาจนกว่าจะโดน

นอกจากนี้ สึคาโมโตะยังขยับขยายการใช้ท่าผาดโผนที่เสี่ยงสูงให้กลายเป็นอาวุธทำคะแนนที่เชื่อถือได้ ไม่ใช่แค่ท่าเสี่ยงดวงแบบที่นักสู้รุ่นก่อนใช้นาน ๆ ครั้ง ท่า 胴回し回転蹴り ที่เขาใช้น็อก Nesterenko ในรอบรองชนะเลิศปี 2011 ก็ถูกปล่อยออกไปโดยไม่มีการเตรียมตัวล่วงหน้าให้เห็น มักออกในจังหวะท้ายของชุดหมัดตอนที่คู่ต่อสู้ก้าวเข้ามาปิดระยะ เขายังใช้ท่าฟันขวานลงจากด้านบน (kakato otoshi) ที่ข้ามไหล่เข้าทำลายกระดูกไหปลาร้าหรือศีรษะ ท่าเตะเสี้ยววงในเพื่อหลบการเช็คมือของคู่ต่อสู้ (uchi mawashi geri) และท่าเตะหลังหมุนต่ำเข้าหาน่องกับข้อเท้า (gedan ushiro mawashi geri) การโจมตีพร้อมกันทั้งระดับสูง กลาง และต่ำในระยะประชิดแบบนี้ ทำให้สมองของคู่ต่อสู้ประมวลผลไม่ทัน และเปิดช่องให้เกมจบลงอย่างฉับพลันได้ง่ายขึ้นมาก

ปรัชญา 天地一つ กับการพลิกฟื้นอาชีพในวัยที่คนอื่นเลิกไปแล้ว

จุดเปลี่ยนสำคัญที่พาสึคาโมโตะกลับมายืนบนจุดสูงสุดได้อีกครั้งหลังพ่ายแพ้อย่างเจ็บปวดในอดีต ไม่ใช่แค่การปรับเทคนิคเท่านั้น แต่คือการเปลี่ยนมุมมองทั้งหมดผ่านปรัชญา 天地一つ (เท็นจิฮิโตะสึ — ฟ้ากับดินเป็นหนึ่งเดียว) แนวคิดนี้มีรากมาจากเรื่องเล่าเกี่ยวกับ Kamiizumi Ise-no-Kami Nobutsuna (上泉伊勢守信綱) ผู้ก่อตั้งสำนักดาบ 新陰流 (ชินคาเงะริว — สำนักดาบเงาใหม่) ในยุคเซ็งโงกุของญี่ปุ่น ซึ่งเชื่อกันว่าท่านสอนเรื่องการละวางอัตตาและความยึดติดในชัยชนะหรือความพ่ายแพ้ เพื่อให้จิตใจของนักดาบกลมกลืนไปกับธรรมชาติรอบตัวจนไร้รอยต่อระหว่างผู้สู้กับสถานการณ์ตรงหน้า ต้องย้ำว่าเรื่องราวในยุคนั้นเป็นเรื่องเล่าที่สืบทอดกันมา ไม่ใช่บันทึกที่ยืนยันได้ทุกรายละเอียด แต่แก่นคำสอนนี้ถูกส่งต่อมาถึงศิลปะการต่อสู้ญี่ปุ่นหลายแขนงรวมถึงคาราเต้ในเวลาต่อมา

สิ่งที่สึคาโมโตะนำแนวคิดนี้มาปรับใช้คือการเลิกมองว่าตัวเองกำลัง "สู้กับอายุที่มากขึ้น" หรือ "สู้กับนักสู้รุ่นใหม่ที่ตัวใหญ่กว่า" แล้วหันมามองว่าร่างกาย จิตใจ และสถานการณ์ตรงหน้าคือสิ่งเดียวกัน ไม่มีอะไรต้องฝืนหรือต้านทาน มีแต่การไหลไปตามจังหวะที่ถูกต้อง ผมมองว่านี่คือบทเรียนที่มีค่ามากสำหรับคนทำงานที่นั่งโต๊ะทั้งวันหรือผู้สูงวัยที่มาฝึกที่ IMAC Dojo เพราะหลายคนกังวลว่าอายุมากแล้วจะฝึกไม่ทันคนอื่น ทั้งที่จริงแล้วการฝึกศิลปะการต่อสู้ไม่ได้วัดกันที่ใครเร็วกว่าหรือแรงกว่าเสมอไป แต่วัดกันที่ใครเข้าใจจังหวะของตัวเองและสถานการณ์ตรงหน้าได้ดีกว่า การที่สึคาโมโตะคว้าแชมป์โลกได้อีกครั้งในวัย 37 ปี ท่ามกลางนักสู้อายุน้อยกว่าเกือบทั้งสาย จึงเป็นหลักฐานที่จับต้องได้ว่าแนวคิดนี้ใช้ได้จริง ไม่ใช่แค่คำพูดสวยหรู

จากสังเวียนสู่ห้องเรียน

ทุกวันนี้ Tsukamoto ดำรงตำแหน่ง Branch Chief ของ Tokyo Setagaya-Suginami Branch ในระดับ 6th Dan Shihan และยังคงถ่ายทอดทั้งเทคนิคและปรัชญาที่สั่งสมมาทั้งชีวิตให้ลูกศิษย์รุ่นใหม่ ไม่ต่างจากที่ผมได้มีโอกาสเรียนกับท่านโดยตรงที่สัมมนา Shinkyokushinkai Singapore เมื่อหลายปีก่อน วันนั้นท่านสอนเรื่องการโจมตีสวนกลับหรือ Counter Attack เป็นหลัก และสิ่งที่ผมจำได้แม่นที่สุดไม่ใช่ความแรงของท่าน แต่คือความนิ่งและความประหยัดการเคลื่อนไหว ทุกจังหวะมีเหตุผลรองรับ ไม่มีท่าทางฟุ่มเฟือย ซึ่งสะท้อนตัวตนของปรัชญา เท็นจิอิโตสึ ออกมาให้เห็นแบบไม่ต้องอธิบายด้วยคำพูดเลย

ที่ IMAC Dojo ผมพยายามนำแนวคิดแบบนี้มาปรับใช้กับการสอน Shinkyokushin Karate ให้นักเรียนทุกวัย ไม่ว่าจะเป็นเด็กที่เพิ่งเริ่มฝึกตั้งแต่อายุ 7 ขวบ คนทำงานที่นั่งนานจนปวดหลัง หรือผู้สูงวัยที่อยากขยับร่างกายอย่างปลอดภัย หลักการพื้นฐานที่ถูกต้อง วินัยในการฝึกซ้อม และความเข้าใจจังหวะของตัวเองคือสิ่งที่ผมเชื่อว่าสำคัญกว่าการเน้นความแรงหรือความเร็วตั้งแต่วันแรก เพราะคนที่เริ่มต้นถูกทางตั้งแต่พื้นฐาน จะต่อยอดไปสู่เทคนิคขั้นสูงได้อย่างมั่นคงกว่าคนที่รีบเร่งเกินไป ไม่ว่าจะเป็น Ken, Ryu, Rain หรือ Michelle ซึ่งเป็น Sensei ที่ผมไว้ใจมากสำหรับการสอน Shinkyokushin ทุกคนยึดหลักการเดียวกันนี้กับนักเรียนทุกคนที่โดโจของเรา นั่นคือความปลอดภัยต้องมาก่อนเสมอ แล้วความสามารถจะตามมาเองตามเวลาและความสม่ำเสมอของการฝึกซ้อม เรื่องราวของ Tsukamoto จึงไม่ใช่แค่ประวัติศาสตร์ของนักสู้คนหนึ่ง แต่เป็นแนวทางที่ยืนยันว่าการฝึก kyokushin อย่างถูกวิธีสามารถพาใครก็ตามไปได้ไกลกว่าที่คิด ไม่ว่าจะเริ่มต้นช้าหรือเร็วแค่ไหนก็ตาม

บทเรียนที่นำมาปรับใช้ได้จริง

สิ่งที่ผมอยากให้นักเรียนทุกคนที่ IMACDojo จดจำจากเรื่องราวของ Tsukamoto ไม่ใช่แค่ความเท่ของ Mach Kick หรือความน่าตื่นเต้นของการคว้าแชมป์โลกสองสมัย แต่เป็นทัศนคติเบื้องหลังความสำเร็จนั้น การที่ท่านยอมรับความพ่ายแพ้ในปี 2007 แล้วนำมาวิเคราะห์อย่างตรงไปตรงมาแทนที่จะโทษโชคชะตา คือสิ่งที่ทำให้ท่านกลับมายืนบนจุดสูงสุดได้อีกครั้งในวัยที่คนส่วนใหญ่เลือกเกษียณไปแล้ว ผมเชื่อว่าหลักคิดแบบนี้ใช้ได้กับชีวิตคนทั่วไปเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นเด็กที่แพ้การแข่งขันครั้งแรก หรือผู้ใหญ่ที่รู้สึกว่าตัวเองเริ่มฝึกช้าเกินไป ความพ่ายแพ้ไม่ใช่จุดจบ แต่เป็นข้อมูลที่ใช้ปรับปรุงตัวเองได้เสมอ หากเข้าใจแก่นนี้ การฝึกคาราเต้หรือศิลปะการต่อสู้ใดก็ตามจะกลายเป็นเรื่องที่สนุกและยั่งยืนมากกว่าการมองว่าต้องชนะทุกครั้ง

บทสรุป

เรื่องราวของ Norichika Tsukamoto ไม่ได้มีค่าแค่ในฐานะประวัติศาสตร์ของวงการคาราเต้เคียวคุชิน แต่เป็นบทเรียนที่จับต้องได้สำหรับทุกคนที่กำลังฝึกศิลปะการต่อสู้ไม่ว่าจะที่ไหนก็ตาม ตั้งแต่การใช้สรีระของตัวเองให้เป็นประโยชน์แทนการลอกแบบคนอื่น การเปลี่ยนความพ่ายแพ้ให้เป็นจุดเริ่มต้นของการพัฒนา ไปจนถึงปรัชญา เท็นจิอิโตสึ ที่สอนให้เรายอมรับสถานการณ์ตรงหน้าแทนการฝืนต้าน ผมในฐานะคนที่เคยได้เรียนกับท่านด้วยตัวเองที่สิงคโปร์ ยังคงนำบทเรียนเหล่านี้มาถ่ายทอดให้นักเรียนทุกคนที่ IMAC Dojo อยู่เสมอ ไม่ว่าคุณจะเป็นเด็กที่เพิ่งเริ่มต้น คนทำงานที่อยากออกกำลังกายอย่างมีแบบแผน หรือผู้สูงวัยที่อยากขยับร่างกายอย่างปลอดภัย หลักการเดียวกันนี้ใช้ได้กับทุกคน เพียงแค่ต้องเริ่มจากพื้นฐานที่ถูกต้องและความสม่ำเสมอเท่านั้นเอง

แหล่งข้อมูลและอ่านเพิ่มเติม

  1. webhiden.jp — Web Hidenแหล่งหลักเข้าถึง 8 ต.ค. 2569

คำถามที่พบบ่อย

Mach Kick ต่างจากการเตะรอบวงปกติอย่างไร

Mach Kick ใช้การยกเข่าขึ้นแนวดิ่งก่อนสะบัดขาลงในระยะประชิดที่การเตะรอบวงทั่วไปทำไม่ได้ เพราะไม่ต้องการระยะห่างหรือวิถีโค้งกว้างแบบเดิม

ทำไม Tsukamoto ถึงเป็นทั้งแชมป์อายุน้อยที่สุดและแชมป์อายุมากที่สุดของ WKO Shinkyokushinkai

เพราะเขาคว้าแชมป์โลกครั้งแรกตอนอายุ 21 ปีในปี 1996 และกลับมาคว้าแชมป์อีกครั้งตอนอายุ 37 ปีในปี 2011 ห่างกันถึง 15 ปี ซึ่งยังไม่มีใครในประวัติศาสตร์องค์กรทำได้แบบนี้

ปรัชญา เท็นจิอิโตสึ นำมาปรับใช้กับการฝึกทั่วไปได้อย่างไร

แนวคิดนี้สอนให้ผู้ฝึกเลิกต่อต้านสถานการณ์ตรงหน้า แล้วหันมาอ่านจังหวะของร่างกายและสภาพแวดล้อมให้กลมกลืนกัน ซึ่งช่วยได้มากสำหรับคนที่กังวลเรื่องอายุหรือข้อจำกัดทางร่างกาย

IMAC Dojo สอนคาราเต้แบบเดียวกับที่ Tsukamoto ฝึกหรือไม่

IMAC Dojo สอนหลักสูตร Shinkyokushin Karate โดยยึดพื้นฐานท่าทางที่ถูกต้องและวินัยเป็นแกนหลัก ซึ่งเป็นแนวทางเดียวกับที่สายเคียวคุชินทั่วโลกให้ความสำคัญ

เด็กอายุเท่าไรเริ่มเรียน Shinkyokushin Karate ที่ IMAC Dojo ได้

หลักสูตร Shinkyokushin Karate เปิดรับตั้งแต่อายุ 7 ถึง 60 ปี ผู้สนใจสามารถดูรายละเอียดตารางเรียนเพิ่มเติมได้ที่หน้า ตารางเรียนและค่าเรียน

ท่า 胴回し回転蹴り ที่ Tsukamoto ใช้น็อกคู่ต่อสู้คือท่าอะไร

เป็นท่าเตะหมุนตัวแบบล้อเกวียนที่ใช้น็อก Roman Nesterenko ในรอบรองชนะเลิศปี 2011 ซึ่งออกโดยไม่มีการเตรียมตัวล่วงหน้าให้เห็น ทำให้คู่ต่อสู้ตั้งรับไม่ทัน

อยากเริ่มเรียนศิลปะการต่อสู้?

ส่งข้อความหา IMAC Dojo เพื่อปรึกษาว่าหลักสูตรไหนเหมาะกับอายุ เป้าหมาย และพื้นฐานของผู้เรียน

สอบถามผ่าน LINE Official

บทความที่เกี่ยวข้อง

หัวข้อและหลักสูตรที่เกี่ยวข้อง

ชินเคียวคุชินคาราเต้ป้องกันตัว
บทความ
สอบถามผ่าน LINE Official