ลดความรุนแรงในโรงเรียนด้วยศิลปะการป้องกันตัวที่เหมาะสม
หลังเหตุการณ์ที่โรงเรียนเทพศิรินทร์ นนทบุรี เมื่อ 7 สิงหาคม 2569 บทความจากผู้ก่อตั้ง IMAC Dojo ว่าศิลปะการป้องกันตัวช่วยอะไรได้จริงกับการถูกกลั่นแกล้ง และช่วยอะไรไม่ได้
คำตอบสั้น ๆ
ศิลปะการป้องกันตัวไม่ได้ทำให้เด็กชนะการต่อสู้ และไม่ใช่คำตอบของเหตุการณ์ร้ายแรงระดับนี้ สิ่งที่มันช่วยได้จริงคือช่วงที่ปัญหายังเล็ก — ตอนที่ลูกเริ่มโดนล้อ โดนผลัก โดนลองของ การฝึกที่ถูกวิธีจะเปลี่ยนท่าทาง บุคลิก และการวางตัวของเด็ก จนเขาไม่ถูกเลือกเป็นเป้าตั้งแต่แรก และช่วยให้ร่างกายไม่แข็งทื่อเมื่อเจอเหตุการณ์ตรงหน้า พูดง่าย ๆ คือเราฝึกเพื่อจะได้ไม่ต้องสู้ ไม่ใช่ฝึกไปหาเรื่องสู้
- ผู้เขียน
- Phoenix
- เผยแพร่
- ปรับปรุงล่าสุด
- แหล่งข้อมูล
- 5
สรุปประเด็นสำคัญ
- ความรุนแรงในโรงเรียนไม่ได้เริ่มจากเรื่องใหญ่ มันเริ่มจากการล้อ การแซะ การลองเชิงเล็ก ๆ แล้วค่อย ๆ หนักขึ้นทีละขั้น
- สาเหตุของเหตุการณ์ที่เทพศิรินทร์ นนทบุรี ยังอยู่ระหว่างการสอบสวน และยังไม่มีข้อสรุปทางการ อย่าด่วนสรุปแทนเจ้าหน้าที่
- ศิลปะการต่อสู้ที่สอนถูกวิธีช่วยเรื่องการควบคุมตัวเองและความมั่นคงทางกาย แต่ ยังไม่มีงานวิจัยที่ยืนยันว่ามันลดการถูกกลั่นแกล้งได้โดยตรง — ผมจะพูดเรื่องนี้อย่างตรงไปตรงมาในบทความ
- ถ้าสอนผิดวิธี มันกลายเป็นเครื่องมือกลั่นแกล้งเสียเอง และญี่ปุ่นเคยจ่ายราคานี้มาแล้ว
- ในบทความนี้มีแบบประเมิน 12 ข้อ ให้เด็กและพ่อแม่เช็กได้ทันทีว่าปัญหาที่เจออยู่ระดับไหน และควรเริ่มแก้จากตรงไหน

# ลดความรุนแรงในโรงเรียนด้วยศิลปะการป้องกันตัวที่เหมาะสม
เมื่อวันศุกร์ที่ 7 สิงหาคม 2569 เกิดเหตุกราดยิงที่ โรงเรียนเทพศิรินทร์ นนทบุรี ผู้ก่อเหตุเป็นนักเรียนชายอายุ 14 ปีของโรงเรียนเอง
ผมขอเริ่มด้วยการแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อครอบครัวของทุกคนที่สูญเสีย และต่อครู นักเรียน และเจ้าหน้าที่ทุกคนที่อยู่ในเหตุการณ์
ถ้าคุณเป็นพ่อแม่ที่กำลังกังวล หรือเป็นเด็กที่กำลังเจอเรื่องแบบนี้อยู่ ในบทความนี้มีแบบประเมิน 12 ข้อ ใช้เวลา 3 นาที รู้ผลทันที และไม่มีใครเห็นคำตอบของเรา
ทำแบบประเมินเลยผมเขียนบทความนี้ในฐานะคนที่เคยถูกรังแกตอนย้ายโรงเรียนตอนเด็ก ในฐานะพ่อที่เห็นลูกเจอสังคมโรงเรียนที่โหดกว่าที่ผมเคยเจอ และในฐานะคนที่เปิดโรงเรียนสอนศิลปะการต่อสู้เพราะเรื่องนี้โดยเฉพาะ ไม่ใช่ในฐานะคนที่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นในใจของเด็กคนนั้น
สารบัญบทความ
แบบประเมินปัญหาในโรงเรียน — เช็กความเสี่ยงและสิ่งที่ควรทำก่อน
ก่อนอ่านต่อ ผมอยากชวนทำแบบประเมินสั้น ๆ ชุดนี้ก่อน มี 12 ข้อ ใช้เวลาประมาณ 3 นาที และเห็นผลทันทีที่ทำเสร็จ
- เด็กที่กำลังเจอปัญหา จะได้เห็นว่าสิ่งที่เจออยู่ระดับไหน และควรทำอะไรก่อนภายในสัปดาห์นี้
- พ่อแม่จะได้หน้าสรุปว่าลูกอาจกำลังเจออะไร พร้อมคำแนะนำว่าคืนนี้ควรพูดกับลูกอย่างไร และอะไรที่ไม่ควรพูด
- ตอนท้ายมีคำแนะนำวิชาที่ตรงกับสถานการณ์จริง ระหว่างคาราเต้ ยูโด และหวิงชุน พร้อมเหตุผลและข้อจำกัดของแต่ละวิชา
คำตอบทั้งหมดอยู่ในเครื่องของผู้ทำเท่านั้น ไม่ถูกส่งไปไหน ไม่มีการเก็บ และหายไปเมื่อปิดหน้าต่าง เราตั้งใจออกแบบแบบนี้ เพราะถ้าเด็กไม่มั่นใจว่าคำตอบเป็นความลับ เขาจะเลือกแต่ข้อที่ปลอดภัยที่สุด แล้วผลที่ได้ก็ไม่มีประโยชน์กับใครเลย
ถึงพ่อแม่: ถ้าลูกไม่ยอมเล่าอะไรเลย ลองส่งหน้านี้ให้เขาแล้วเดินออกมา หลายครั้งเด็กจะกดเปิดหน้าสรุปให้พ่อแม่ดูเอง เมื่อเขาได้เรียบเรียงความคิดของตัวเองแล้ว
แบบประเมิน · 12 ข้อ · ประมาณ 3 นาที
ประเมินปัญหาที่เจอในโรงเรียน
เพื่อให้รู้ว่าความเสี่ยงอยู่ระดับไหน ควรเริ่มแก้จากตรงไหน และวิชาป้องกันตัวแบบไหนที่ตรงกับสถานการณ์จริงของเรา
- เด็กได้ทบทวนสิ่งที่เจอ โดยไม่ต้องเล่าให้ใครฟัง
- พ่อแม่ได้หน้าสรุปว่าควรพูดอะไรกับลูกคืนนี้ และอะไรที่ไม่ควรพูด
- ตอนจบมีแผนที่ทำได้จริงภายในสัปดาห์นี้ ไม่ใช่แค่คำปลอบใจ
ไม่มีคำตอบถูกหรือผิด และไม่มีใครเห็นคำตอบนอกจากเรา
คำตอบทั้งหมดอยู่ในเครื่องเราเท่านั้น ไม่ถูกส่งไปไหน ไม่มีการเก็บ ไม่มีช่องกรอกชื่อหรือเบอร์ และหายไปเมื่อปิดแท็บ
เราเป็นผู้ปกครอง อ่านตรงนี้ก่อน
ถ้าลูกไม่ยอมเล่าอะไรเลย ลองส่งลิงก์นี้ให้เขาแล้วเดินออกมา อย่ายืนดู หลายครั้งเด็กจะกดเปิดหน้าสรุปให้คุณดูเอง หลังจากที่เขาได้เรียบเรียงความคิดตัวเองแล้ว
สิ่งที่รู้และยังไม่รู้ เกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เทพศิรินทร์ นนทบุรี
ผมขอพูดเรื่องนี้อย่างตรงไปตรงมา ไม่ได้เกี่ยวกับวิชาศิลปะการต่อสู้ที่ผมสอน
สิ่งที่รายงานตรงกัน ณ เช้าวันที่ 8 สิงหาคม 2569 — ตามการแถลงของหน่วยงานรัฐและรายงานของสื่อ ผู้เสียชีวิต 9 ราย ประกอบด้วยบุคลากรของโรงเรียน 5 ราย นักเรียนหญิงอายุ 12 ปี 1 ราย ปู่และย่าของผู้ก่อเหตุ 2 ราย และตัวผู้ก่อเหตุเอง ผู้บาดเจ็บมากกว่า 20 ราย ในจำนวนนี้กระทรวงสาธารณสุขระบุว่าอาการสาหัส 9 ราย เป็นเด็ก 7 และผู้ใหญ่ 2 อาวุธเป็นปืนสั้นที่จดทะเบียนถูกต้องในชื่อของปู่ ซึ่งเก็บล็อกไว้ในบ้าน
ตัวเลขเหล่านี้ถูกปรับแก้หลายครั้งตลอดวันเกิดเหตุ ยอดผู้บาดเจ็บที่รายงานอยู่ระหว่าง 21–24 ราย ขึ้นกับเวลาที่แถลง และยังมีผู้บาดเจ็บสาหัสอยู่ระหว่างการรักษา ผมจึงเขียนตามที่รายงาน ณ เวลาที่ระบุ ไม่ใช่เขียนเป็นตัวเลขสุดท้าย
สิ่งที่ยังไม่มีข้อสรุป — สำนักงานตำรวจแห่งชาติระบุว่ายังไม่สรุปแรงจูงใจ นายกรัฐมนตรีให้ความเห็นเบื้องต้นว่าอาจเกี่ยวกับความเครียดด้านการเรียน กระทรวงศึกษาธิการยังไม่ได้ออกแถลงการณ์เรื่องการกลั่นแกล้งในกรณีนี้ มีรายงานจากเพื่อนร่วมชั้นและจากผู้โทรเข้ารายการโทรทัศน์ว่าผู้ก่อเหตุเคยถูกรังแก และสื่อหลายสำนักรายงานว่าการกลั่นแกล้งเป็น ปัจจัยที่กำลังถูกตรวจสอบ แต่ยังไม่ใช่ข้อสรุป
เรื่องที่ผมจะไม่เขียน — รายละเอียดที่แชร์กันในโซเชียลว่าเกิดอะไรขึ้นในวันก่อนหน้า ยังไม่มีเจ้าหน้าที่คนใดยืนยัน ผมจึงจะไม่นำมาใช้เป็นหลักฐานสนับสนุนอะไรทั้งสิ้น
และเรื่องที่ผมอยากพูดกับเด็กที่กำลังถูกรังแกและอ่านอยู่ตรงนี้ — สิ่งที่เกิดขึ้นที่เทพศิรินทร์ นนทบุรี ไม่ใช่อนาคตของคุณ เด็กที่ถูกกลั่นแกล้งในประเทศไทยมีเป็นล้านคน และแทบทั้งหมดไม่ได้ลงเอยแบบนั้น ความเจ็บของคุณเป็นเรื่องจริงและควรได้รับการแก้ไข แต่มันไม่ได้กำหนดว่าคุณจะกลายเป็นใคร ถ้าตอนนี้รู้สึกว่าไม่ไหวแล้ว โทร 1323 ได้ฟรีตลอด 24 ชั่วโมง
เรื่องของผมเอง: ทำไมผมถึงรู้ว่าเรื่องเล็ก ๆ ไม่ใช่เรื่องเล็ก
ตอนประถม ผมเรียนโรงเรียนเอกชนแบบคนจีน เป็นสังคมลูกหลานคนจีนที่แทบไม่มีการทะเลาะวิวาท เด็กยังเล็ก ปัญหาก็ยังไม่มี ผมโตมาในสภาพแวดล้อมที่ไม่เคยพูดคำหยาบ และแทบไม่เคยแม้แต่ได้ยิน
แล้วผมก็ย้ายโรงเรียน
โรงเรียนใหม่เป็นเอกชนเหมือนกัน แต่เป็นโรงเรียนชายล้วน มีนักเรียนตั้งแต่อนุบาลถึง ม.3 วันแรกที่เข้าเรียน ผมถูกรังแกทันที ไม่ใช่เพราะผมทำอะไรผิด แต่เพราะผมพูดจาและใช้ชีวิตแปลกแยกจากคนอื่น คำที่ผมคิดว่า "หยาบ" คือคำที่ทุกคนที่นั่นใช้คุยกันตามปกติ ความสุภาพของผมกลายเป็นป้ายบอกว่าผมไม่ใช่พวกเดียวกัน
จากนั้นก็เป็นวงจรที่ผมยังจำได้ทุกวันนี้ — โดนด่าพ่อด่าแม่ โดนตบหัว โดนท้าต่อย มีเรื่องแทบทุกวันที่ไป
สิ่งที่ผมทำคือสิ่งที่เด็กที่ถูกรังแกทุกคนทำ ผมออกแบบชีวิตทั้งวันใหม่เพื่อหลบ กลางวันผมรีบกินข้าวให้เสร็จแล้วไปหามุมสงบหรือเข้าห้องสมุด เพราะถ้าเดินเล่นในสนามหรือไปเล่นกีฬา ผมจะโดนขาใหญ่รังแกแน่นอน ตอนเลิกเรียนผมเก็บกระเป๋าก่อนหมดคาบสิบนาที พอกริ่งดังผมออกจากโรงเรียนทันที ไม่รอใคร ไม่คุยกับใคร
ผมไม่ได้เกลียดโรงเรียนนั้น ครูดีมาก เพื่อนดี ๆ ก็มีเยอะ ช่วงมัธยมของผมมีทั้งเรื่องดีและเรื่องที่ไม่อยากจำ ปนกันไป แต่เรื่องการถูกรังแกในสังคมโรงเรียน ผมหลีกเลี่ยงมันไม่ได้เลย
แล้วก็มาถึงรุ่นลูก
ลูกผมสอบเข้าโรงเรียนมัธยมรัฐบาลที่แข่งขันกันสูงมาก เราคาดหวังว่าจะได้สภาพแวดล้อมที่เน้นวิชาการ แต่ช่วงนั้นมีนโยบายโควตาเด็กในพื้นที่ ซึ่งไม่ได้คัดจากผลการเรียน ภาพจริงที่เจอคือ รุ่นลูกผมโหดกว่ารุ่นผมมาก
รุ่นผมยังมีค่านิยม "เจอกันตัวต่อตัว" อยู่บ้าง รุ่นลูกผมคือ "หมาหมู่" เป็นเรื่องปกติ มีการใช้มีด มีการใช้ปืน มีการข่มขู่ทั้งตัวเด็กและผู้ปกครอง นี่คือสังคมที่อันตรายกว่าที่พ่อแม่ส่วนใหญ่คิด
นั่นคือเหตุผลหนึ่งที่ผมเปิด IMAC Dojo
ตลอดหลายปีที่สอน ผมเจอนักเรียนจำนวนมากที่เข้ามาเพราะโดนรังแก มีเคสหนึ่งที่ผมจำได้ดี คุณแม่พาลูกชายมาเล่าว่า เพื่อนที่โรงเรียนบอกว่าตัวเองเรียนเทควันโดมา แล้วอยากลองวิชา ลูกชายเธอจึงกลายเป็นเป้าให้ลอง จนบาดเจ็บ
เรื่องนี้อาจไม่เข้านิยาม "บูลลี่" ในความหมายที่คนทั่วไปเข้าใจด้วยซ้ำ มันคือ "การเล่น" ที่ทำให้อีกฝ่ายเจ็บและเสียความมั่นใจ แต่ผลของมันกับเด็กคนนั้นไม่ต่างกันเลย
ผมรู้เรื่องนี้เพราะผมเป็นมาเอง และสิ่งที่ผมได้ยินบ่อยที่สุดจากพ่อแม่คือ "เรื่องเด็ก ๆ เดี๋ยวมันก็ผ่านไป"
บันไดของความรุนแรง ที่ไม่มีใครนับว่าเป็นเรื่อง
ความรุนแรงในสถานศึกษาไต่ขึ้นทีละขั้น
ล้อ → แซะต่อหน้าคนอื่น → ผลักหรือชนไหล่ → ยึดของหรือขอเงิน → ทำร้ายร่างกาย → ใช้อาวุธ
แต่ละขั้นดูเล็กเมื่อเทียบกับขั้นถัดไป และนั่นคือเหตุผลที่มันขึ้นไปได้เรื่อย ๆ
คนที่ชอบรังแกมักไม่ได้เลือกเป้าหมายแบบสุ่ม เขาทดสอบก่อนด้วยการกระทำเล็ก ๆ ที่ต้นทุนต่ำ — แซะสักคำ ชนไหล่สักที ยืมของแล้วไม่คืน — แล้วดูปฏิกิริยา ถ้าเป้าหมายเงียบ ก้มหน้า และไม่บอกใคร สิ่งที่เขาได้รับคือข้อมูลว่า ครั้งต่อไปไม่มีต้นทุน
นี่คือเหตุผลที่คำแนะนำยอดฮิต "อย่าไปสนใจ เดี๋ยวเขาก็เบื่อไปเอง" ใช้ไม่ได้ในหลายกรณี เพราะในสายตาของคนที่กำลังทดสอบ การไม่ตอบสนองเลยไม่ได้แปลว่า "คนนี้ไม่สนใจ" แต่แปลว่า "คนนี้ไม่มีต้นทุน"
สิ่งที่ผมอยากให้ผู้ใหญ่เห็นคือ เราต้องเข้าไปช่วยตั้งแต่ตอนที่เรื่องยังเล็ก ไม่ใช่รอให้มันใหญ่จนแก้ยาก
ตัวเลขที่เชื่อถือได้ และตัวเลขที่ควรระวัง
ผมตัดตัวเลขหลายตัวที่คนไทยชอบอ้างกันออกไป เพราะตรวจสอบแล้วไม่พบแหล่งที่มาจริง ที่เหลือคือชุดที่อ้างอิงได้
| แหล่ง | ตัวเลข | สิ่งที่วัดจริง ๆ |
|---|---|---|
| PISA 2018 (OECD) | ไทย 27% ถูกกลั่นแกล้งอย่างน้อย 2–3 ครั้ง/เดือน เทียบค่าเฉลี่ย OECD 23% | นักเรียนอายุ 15 ปี |
| PISA 2018 (OECD) | ไทย 13% ถูกกลั่นแกล้ง "เป็นประจำ" เทียบ OECD 8% | ช่องว่างตรงนี้กว้างกว่าตัวเลขหัวข้อมาก |
| GSHS 2015 / UNICEF | 29% ถูกกลั่นแกล้งใน 30 วันที่ผ่านมา | นักเรียนอายุ 13–15 ปี |
| สบส. 2568 | 65.54% จาก 41,944 คน | เคยถูกกลั่นแกล้ง ตลอดชีวิต อายุ 7–25 ปี ไม่ใช่การสุ่มตัวอย่างเชิงสถิติ |
| NCES สหรัฐฯ 2021–22 | 19.2% | นักเรียนอายุ 12–18 ปี ถูกกลั่นแกล้งที่โรงเรียนในปีการศึกษานั้น |
| MEXT ญี่ปุ่น ปีงบ 2024 | 769,022 กรณี | เป็น "จำนวนที่โรงเรียนรับรู้" ไม่ใช่อัตราความชุก |
ข้อควรระวังที่สำคัญ: ตัวเลขเหล่านี้ เทียบข้ามประเทศกันไม่ได้ ญี่ปุ่นนับ "จำนวนเคสที่โรงเรียนรับรู้และรายงาน" สหรัฐฯ นับ "สัดส่วนนักเรียนที่ตอบว่าถูกกลั่นแกล้ง" คนละหน่วย คนละวิธีเก็บ ใครที่เอาตัวเลขสองตัวนี้มาเรียงกันแล้วบอกว่าประเทศไหนแย่กว่ากัน กำลังเปรียบเทียบผิด
ผมเคยเชื่อสถิติที่บอกว่าเด็กไทยถูกกลั่นแกล้งสูงเป็นอันดับสองของโลกรองจากญี่ปุ่นเหมือนกัน จนไปไล่หาต้นทางแล้วพบว่าไม่มีงานวิจัยระหว่างประเทศรองรับเลย และข้อมูลเปรียบเทียบที่มีอยู่จริงกลับชี้ว่าญี่ปุ่นอยู่ในกลุ่มต่ำ ไม่ใช่สูง ผมจึงไม่ใช้มัน — ปัญหานี้หนักพออยู่แล้วโดยไม่ต้องขยาย
ทำไมสื่อรุนแรงไม่ใช่ต้นเหตุ
ทุกครั้งที่เกิดเรื่องแบบนี้ สังคมจะหันไปที่เกมและคลิปวิดีโอ
ผศ.ดร.จิตรา ดุษฎีเมธา จากมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ให้ความเห็นต่อกรณีนี้โดยตรงเมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 2569 ว่างานวิจัยชี้ชัดว่าเกมไม่ได้เป็นปัจจัยหลักหรือส่งผลอย่างมีนัยสำคัญต่อการก่อเหตุความรุนแรง ด้านหนึ่งมันเป็นพื้นที่ผ่อนคลายและระบายความเครียด และหากจะเป็นตัวกระตุ้นก็อยู่ในลำดับท้าย ๆ ไม่ใช่จุดเริ่ม
ในทางวิชาการ สมาคมจิตวิทยาอเมริกัน (APA) ปรับมติของตนเองในปี 2020 โดยระบุชัดว่า ไม่ควรนำมตินี้ไปตีความหรือใช้อ้างเพื่อโยงความรุนแรง เช่น เหตุกราดยิง เข้ากับการเล่นเกมที่มีความรุนแรง APA ยังคงยอมรับความเชื่อมโยงกับ "ความก้าวร้าว" ในระดับเล็กน้อย แต่ระบุว่าหลักฐานไม่เพียงพอที่จะสรุปว่าเป็นสาเหตุของความรุนแรงหรืออาชญากรรม
มีนักวิชาการอย่าง Christopher Ferguson เสนอ Catalyst Model ว่าสื่อรุนแรงเป็นเพียง "แม่แบบของรูปแบบ" ไม่ใช่ต้นเหตุ — เขายกตัวอย่างว่าคนที่ตั้งใจก่อเหตุอยู่แล้วอาจเรียนวิธีทำลายหลักฐานมาจากละคร แต่เหตุนั้นจะเกิดขึ้นอยู่ดีไม่ว่าจะมีละครหรือไม่ ผมคิดว่ามุมนี้มีประโยชน์ แม้ควรบอกตามตรงว่ามันยังเป็นข้อเสนอของนักวิจัยกลุ่มหนึ่ง ไม่ใช่ข้อสรุปของทั้งวงการ
สิ่งที่บดบังสายตาสังคม คือการหาผู้ร้ายที่ง่ายที่สุด แล้วมองข้ามสิ่งที่แก้ยากกว่าแต่แก้ได้จริง — ความรุนแรงเชิงโครงสร้างในโรงเรียน และการเข้าถึงอาวุธ
ทำไมบางคนถูกเลือกเป็นเป้าหมาย
งานวิจัยที่ผมยึดถือมาตลอดคือของ Grayson และ Stein (1981) ซึ่งตีพิมพ์ใน Journal of Communication พวกเขาถ่ายวิดีโอคนเดินถนนในนิวยอร์ก 60 คน แล้วให้ผู้ต้องขังคดีทำร้ายร่างกายให้คะแนนว่าแต่ละคน "ง่าย" แค่ไหนในฐานะเป้าหมาย ผลคือมี 20 คนที่ถูกให้คะแนนว่าเป็นเป้าหมายง่ายโดยผู้ต้องขังส่วนใหญ่ตรงกัน
ปัจจัยที่ชี้ขาดไม่ใช่ขนาดตัวหรือเพศ แต่คือลักษณะการเคลื่อนไหว — ช่วงก้าวที่ยาวหรือสั้นผิดปกติ การถ่ายน้ำหนักที่ไม่สอดคล้องกัน การเดินแบบยกเท้าแทนการแกว่งขา และการเคลื่อนไหวแขนขาข้างเดียวกันแทนที่จะสลับข้าง สรุปรวบยอดคือความเคลื่อนไหวที่ดู "ไม่เข้าจังหวะกับตัวเอง"
ผมขอบอกข้อจำกัดของงานนี้ตรง ๆ เพราะมันถูกอ้างเกินจริงมากในวงการป้องกันตัว — กลุ่มตัวอย่างเล็กมาก เมืองเดียว และเก่ากว่า 40 ปี ที่สำคัญคือมันวัด "การถูกมองว่าเปราะบาง" ไม่ได้วัดว่าใครถูกทำร้ายจริง ไม่มีใครในงานวิจัยนั้นถูกทำร้าย และไม่มีอะไรในงานนี้พิสูจน์ว่าการเปลี่ยนท่าเดินจะลดความเสี่ยงจริง ส่วนตัวเลข "7 วินาที" ที่แชร์กันทั่วอินเทอร์เน็ต ไม่มีอยู่ในงานวิจัยต้นฉบับเลย ผมเคยใช้ตัวเลขนี้มาก่อน และตอนนี้เลิกใช้แล้ว
สิ่งที่พอสรุปได้อย่างระมัดระวังคือ งานวิจัยรุ่นหลังด้วยวิธีอื่น เช่น Gunns และคณะ (2002) ยืนยันว่าข้อมูลจากการเคลื่อนไหวเพียงอย่างเดียวก็ทำให้คนประเมิน "ความง่ายในการเป็นเป้าหมาย" ได้สอดคล้องกัน ปรากฏการณ์นี้จึงมีอยู่จริง แม้เราจะยังพิสูจน์ไม่ได้ว่าการฝึกท่าเดินป้องกันการถูกทำร้ายได้
แต่ในห้องฝึกของผม หลักการนี้ยังเป็นสิ่งแรกที่สอนอยู่ดี — ก่อนสอนหมัดหรือเตะสักท่า เราสอนให้ยืนตัวตรงและสบตาคนอื่นได้ก่อน
ศิลปะการต่อสู้ช่วยอะไรได้จริง และช่วยอะไรไม่ได้
ตรงนี้ผมจะพูดในแบบที่โรงเรียนสอนศิลปะการต่อสู้ส่วนใหญ่ไม่พูด
สิ่งที่งานวิจัยยังไม่ยืนยัน — ยังไม่มีหลักฐานที่ดีพอว่าการเรียนศิลปะการต่อสู้ทำให้ "ถูกกลั่นแกล้งน้อยลง" งานวิจัยส่วนใหญ่วัดความก้าวร้าวของผู้เรียน ไม่ได้วัดการตกเป็นเป้า และผลก็ยังขัดแย้งกันเอง การทบทวนงานวิจัยระยะยาวล่าสุดสรุปว่าผลต่อความก้าวร้าวยังไม่มีทิศทางที่สม่ำเสมอ บางงานพบว่าลดลง บางงานพบว่าเพิ่มขึ้น ใครที่บอกคุณว่ามีงานวิจัยพิสูจน์แล้วว่าเรียนแล้วเลิกโดนบูลลี่ กำลังพูดเกินกว่าที่หลักฐานมี
สิ่งที่พูดได้อย่างมีเหตุผล — การซ้อมปะทะที่มีครูควบคุมคือการให้ร่างกายเจอภาวะตื่นตัวสูงซ้ำ ๆ ในที่ที่ปลอดภัย แนวคิดนี้คล้ายกับหลักการ "ทำให้ชินกับความเครียดทีละขั้น" และเป็นสมมติฐานที่สมเหตุสมผล แต่ผมจะไม่บอกว่ามันปรับระบบประสาทของลูกคุณได้ในเชิงตัวเลข เพราะยังไม่มีงานวิจัยในศิลปะการต่อสู้ที่วัดเรื่องนั้นได้จริง
สิ่งที่ผมเห็นกับตาทุกเทอม — เด็กที่มาครั้งแรกแล้วตัวแข็งทันทีที่มีคนแตะตัว ผ่านไปสามเดือนเขาหายใจได้ตามปกติแม้มีคนยืนใกล้เกินระยะที่เคยสบายใจ ท่าเดินเปลี่ยน ท่ายืนเปลี่ยน และวิธีตอบเมื่อมีคนพูดแรงใส่ก็เปลี่ยน นี่คือประสบการณ์การสอนของผม ไม่ใช่ผลการวิจัย และผมคิดว่าคุณควรรู้ว่าอันไหนเป็นอันไหน
สิ่งที่มีหลักฐานแข็งกว่า — ที่น่าสนใจคือโปรแกรมที่มีหลักฐานระดับการทดลองแบบสุ่มว่าลดการถูกทำร้ายได้จริง คือโปรแกรมป้องกันตัวเชิงเสริมพลัง (Empowerment Self-Defense) ซึ่งเน้นการอ่านสถานการณ์ การพูดปฏิเสธ และการตั้งขอบเขต มากกว่าการฝึกเทคนิคการต่อสู้ล้วน ๆ นี่คือเหตุผลที่ในโดโจของผม เราสอนสามอย่างนี้ควบคู่ไปกับหมัดและเตะเสมอ
บทเรียนจากญี่ปุ่น: ฝึกผิดวิธีอันตรายกว่าไม่ฝึก
ตั้งแต่ปี 2012 ญี่ปุ่นกำหนดให้ วิชาบูโด (武道) เป็นวิชาบังคับในพลศึกษาระดับมัธยมต้นปีที่ 1–2 โดยแต่ละโรงเรียนเลือกได้ว่าจะสอนยูโด เคนโด้ หรือซูโม่ ไม่ใช่บังคับทั้งสามอย่าง (ปัจจุบันเลือกคาราเต้ ไอคิโด คิวโด และอื่น ๆ ได้ด้วย)
ข้อมูลจากงานวิจัยของ ดร.เรียว อุจิดะ และสมาคมผู้เสียหายจากอุบัติเหตุยูโดทั่วประเทศญี่ปุ่น พบว่ามีเด็กเสียชีวิตจากยูโดในโรงเรียน 114 รายในช่วงปี 1983–2010 ซึ่งส่วนใหญ่เกิดใน กิจกรรมชมรม ไม่ใช่คาบพลศึกษาบังคับ และรายงานของกระทรวงศึกษาธิการญี่ปุ่นปี 2012 ระบุว่ายูโดเป็นกีฬาชมรมที่มีผู้เสียชีวิตสูงสุด
แต่ข้อมูลสำคัญที่สุดคือส่วนที่มักไม่ถูกเล่าต่อ — หลังปี 2012 ตัวเลขลดลงอย่างมาก งานวิจัยที่ตีพิมพ์ในปี 2021 พบว่าช่วงปี 2005–2011 มีผู้เสียชีวิตจากการบาดเจ็บที่ศีรษะในยูโด 16 ราย แต่ช่วงปี 2012–2016 เหลือเพียง 1 ราย สาเหตุมาจากแนวปฏิบัติเรื่องการบาดเจ็บที่ศีรษะของสหพันธ์ยูโดญี่ปุ่น และการตรวจสอบด้านความปลอดภัยที่เข้มขึ้นพร้อมกับการบังคับใช้หลักสูตร
นี่คือบทเรียนจริงของเรื่องนี้ และมันไม่ใช่ "ยูโดอันตราย" — ต้นเหตุไม่ใช่ตัววิชา แต่คือวัฒนธรรมอำนาจนิยมแบบ "ต้องชนะเท่านั้น" ที่โค้ชใช้การลงโทษทางร่างกายจนกลายเป็นการกลั่นแกล้งในคราบการฝึก และเมื่อระบบความปลอดภัยถูกวางอย่างจริงจัง ตัวเลขก็เปลี่ยนได้ภายในไม่กี่ปี
ผมย้ำกับผู้ปกครองทุกคนที่มาคุยกับผมก่อนสมัคร — ถ้าโรงเรียนไหนสัญญาว่าเรียนแล้วสู้ชนะทุกคน หรือใช้การประจานหน้าชั้นเป็นแรงจูงใจ อย่าส่งลูกไปเด็ดขาด
วิชาไหนเหมาะกับระยะไหนของปัญหา
คำถามที่ถูกไม่ใช่ "วิชาไหนดีที่สุด" แต่คือ "เรื่องของลูกเราเกิดขึ้นที่ระยะไหน"
ถ้ายังอยู่ระยะยืนห่างหนึ่งช่วงแขน — ถูกล้อ ถูกท้าทายต่อหน้าเพื่อน แต่ยังไม่ถูกจับตัว คาราเต้ฟูลคอนแทค อย่างชินเคียวคุชินฝึกให้ร่างกายยังทำงานได้แม้อะดรีนาลีนพุ่ง และระบบสายกับคิวให้เป้าหมายระยะสั้นที่วัดได้ ซึ่งสำคัญกับวัยรุ่นมาก
ถ้าลูกถูกกระชากคอเสื้อ ถูกดันจนเสียหลัก หรือถูกกดกับผนัง — ยูโด ตอบตรงจุดที่สุด แต่ขอย้ำว่า ไม่ใช่เรียนเพื่อไปทุ่มใคร การทุ่มคนลงพื้นปูนอันตรายถึงขั้นบาดเจ็บสาหัสและอาจทำให้เด็กเป็นฝ่ายผิดกฎหมาย สิ่งที่ใช้จริงคือ อุเคมิ (การล้มอย่างปลอดภัย ซึ่งได้ใช้ทุกวันแม้ไม่มีเรื่องกับใคร) การแก้การจับ และ เนวาซ่า — เมื่ออยู่บนพื้น ตัวแปรชี้ขาดเปลี่ยนจากแรงและน้ำหนัก ไปเป็นตำแหน่งและมุม ซึ่งเป็นหนึ่งในไม่กี่บริบทที่คนตัวเล็กได้เปรียบอย่างเป็นระบบ
ถ้าเรื่องเกิดในที่แคบ — ทางเดิน ห้องน้ำ ระหว่างโต๊ะ และมักเป็นแบบเข้าประชิดก่อนตั้งตัว หวิงชุน ใช้หลักแนวกึ่งกลางที่ไม่ต้องเหวี่ยงแขนออกกว้าง และ ชี่เซา ที่ฝึกตอบสนองผ่านการสัมผัสแทนการรอมองเห็น
ไม่มีวิชาเดียวที่ครอบคลุมทุกระยะ ทุกวิชาต้องเสริมกัน
ถ้ากำลังชั่งใจระหว่างคาราเต้กับเทควันโดสำหรับเด็ก เราเทียบสองวิชานี้ไว้แยกอีกบทความหนึ่ง
เมื่อเรื่องเกินกว่าที่การฝึกจะช่วยได้
ไม่มีศิลปะการต่อสู้ใดชนะอาวุธได้ ครูที่บอกว่าเรียนแล้วปลดอาวุธได้ กำลังขายความมั่นใจปลอมที่อาจทำให้เด็กตาย เมื่อมีมีดหรือปืนเข้ามาเกี่ยว ทางเลือกที่ถูกต้องคือให้ทุกอย่างที่เขาขอ ออกจากตรงนั้นให้เร็วที่สุด แล้วบอกผู้ใหญ่ทันที
การถูกรีดเงินซ้ำ ๆ และการถูกทำร้ายจนบาดเจ็บ ก็เช่นกัน — สองอย่างนี้คือสัญญาณว่าบันไดไต่ขึ้นไปเกินกว่าที่การฝึกจะแก้ได้ทันเวลา มันต้องการการแทรกแซงจากผู้ใหญ่ ไม่ใช่ทักษะเพิ่มเติมของเด็ก
ช่องทางที่ควรรู้ไว้
- 191 — เหตุฉุกเฉินที่กำลังเกิดขึ้น หรือมีอาวุธเข้ามาเกี่ยว
- 1300 ศูนย์ช่วยเหลือสังคม กระทรวง พม. — เด็กถูกทำร้ายหรือถูกละเมิด โทรฟรี 24 ชั่วโมง ปรึกษาได้แม้ยังไม่แน่ใจ
- 1323 สายด่วนสุขภาพจิต กรมสุขภาพจิต — นอนไม่หลับ วิตกกังวล ไม่อยากไปโรงเรียน หรือคิดทำร้ายตัวเอง
- MOE Safety Center — ระบบแจ้งเหตุความไม่ปลอดภัยในสถานศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ
ลำดับการยื่นเรื่องกับโรงเรียน — ครูที่ปรึกษา → หัวหน้าระดับหรือฝ่ายปกครอง → รองผู้อำนวยการฝ่ายกิจการนักเรียน → ผู้อำนวยการ → MOE Safety Center → 1300
หลักการสำคัญคือ เรื่องที่พูดปากเปล่าหายได้ เรื่องที่มีเอกสารหายยาก ทุกครั้งที่ยื่น ควรมีวันที่และชื่อผู้รับเรื่อง แม้แต่ข้อความในไลน์ที่มีวันเวลากำกับก็นับ และผู้ปกครองควรเป็นผู้ยื่น ไม่ใช่ตัวเด็ก
เรื่องอาวุธปืน ที่ต้องพูดกันตรง ๆ — จากการประเมินของ Small Arms Survey ปี 2017 ไทยมีอาวุธปืนในมือพลเรือนราว 10.3 ล้านกระบอก (จดทะเบียนราว 6.2 ล้าน ที่เหลือเป็นการประมาณส่วนที่ไม่จดทะเบียน) สูงที่สุดในอาเซียนทั้งจำนวนรวมและต่อประชากร ในเหตุการณ์ที่เทพศิรินทร์ นนทบุรี อาวุธที่ใช้เป็นปืนที่จดทะเบียนถูกต้องของคนในครอบครัว การเก็บอาวุธให้พ้นมือเด็กจึงไม่ใช่เรื่องของกฎหมายอย่างเดียว แต่เป็นความรับผิดชอบในบ้านทุกหลังที่มีปืน
บทสรุป
โศกนาฏกรรมที่เทพศิรินทร์ นนทบุรี ยังอยู่ระหว่างการสอบสวน และผมจะไม่อ้างว่ารู้สาเหตุ สิ่งที่ผมพูดได้คือสิ่งที่ผมเห็นมาตลอดชีวิต — บันไดความรุนแรงในโรงเรียนไทยมีอยู่จริง มันเริ่มจากขั้นที่เล็กจนไม่มีใครนับว่าเป็นเรื่อง และผู้ใหญ่มักเข้าไปแทรกแซงตอนที่มันไต่ขึ้นไปสูงเกินกว่าจะแก้ได้ง่าย ๆ แล้ว
ศิลปะการป้องกันตัวไม่ใช่คำตอบเดียว และไม่ควรถูกขายว่าเป็นคำตอบเดียว มันต้องมาพร้อมโรงเรียนที่รับฟังจริง ครอบครัวที่ไม่ปิดปากลูก ระบบที่ดำเนินการเมื่อได้รับแจ้ง และบ้านที่เก็บอาวุธให้พ้นมือเด็ก
แต่ในส่วนที่มันทำได้ ผมยืนยันจากประสบการณ์ 30 ปีของตัวเอง ทั้งในฐานะเด็กที่เคยหลบอยู่ในห้องสมุดตอนพักเที่ยง และในฐานะครูที่เห็นเด็กแบบนั้นเดินเข้ามาในโดโจทุกเทอม
ผมรู้ดีว่าการไปโรงเรียนโดยไม่ต้องคอยระวังหลังมันมีค่าแค่ไหน เพราะผมไม่เคยมีสิ่งนั้นในวัยเด็ก ผมเปิด IMAC Dojo ก็เพราะเรื่องนี้ — ไม่ได้เปิดเพื่อสอนให้เด็กไปสู้กับใคร แต่อยากให้เด็กคนหนึ่งมั่นใจพอที่จะไม่ถูกเลือกเป็นเป้า และถ้าวันหนึ่งเจอเรื่องจริง ๆ ก็พาตัวเองกลับบ้านได้อย่างปลอดภัย
บทความนี้ให้ข้อมูลเพื่อความเข้าใจเบื้องต้น ไม่ใช่คำแนะนำทางการแพทย์ กฎหมาย หรือจิตวิทยา ข้อมูลเหตุการณ์ ณ วันที่ 8 สิงหาคม 2569 ซึ่งอยู่ระหว่างการสอบสวนและอาจมีการปรับแก้
แหล่งข้อมูลและอ่านเพิ่มเติม
- Bullying at School and Electronic Bullying — National Center for Education Statistics (U.S.)แหล่งอ้างอิงเข้าถึง 8 ส.ค. 2569
- APA Resolution on Violent Video Games (2020 revision) — American Psychological Associationแหล่งอ้างอิงเข้าถึง 8 ส.ค. 2569
- KiVa Antibullying Program — University of Turku, Finlandแหล่งอ้างอิงเข้าถึง 8 ส.ค. 2569
- Global Firearms Holdings — Small Arms Surveyแหล่งอ้างอิงเข้าถึง 8 ส.ค. 2569
- Department of Mental Health, Thailand (Hotline 1323) — Ministry of Public Healthแหล่งอ้างอิงเข้าถึง 8 ส.ค. 2569
คำถามที่พบบ่อย
เรียนศิลปะการป้องกันตัวช่วยลดความรุนแรงได้อย่างไร
ช่วยได้ตั้งแต่ตอนที่ปัญหายังเล็ก ผ่านการเปลี่ยนท่าทาง บุคลิก และความมั่นคงทางกาย มากกว่าการสู้ชนะ และต้องบอกตามตรงว่ายังไม่มีงานวิจัยยืนยันว่ามันลดการถูกกลั่นแกล้งได้โดยตรง
ทำไมเด็กควรเรียนศิลปะการป้องกันตัว
เพราะการป้องปรามได้ผลกว่าการชนะ ผลลัพธ์ที่ดีที่สุดคือเหตุการณ์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นเลย
ศิลปะการป้องกันตัวแบบไหนเหมาะกับเด็ก
ขึ้นกับระยะที่ปัญหาเกิด คาราเต้เหมาะระยะยืน ยูโดเหมาะเมื่อถูกจับหรือถูกพาลงพื้น หวิงชุนเหมาะที่แคบและระยะประชิด
เรียนแล้วลูกจะก้าวร้าวขึ้นไหม
งานวิจัยยังให้ผลไม่สม่ำเสมอ บางงานพบว่าลดลง บางงานพบว่าเพิ่มขึ้น สิ่งที่ชี้ขาดคือวัฒนธรรมของสถานที่ที่คุณเลือก ไม่ใช่ชื่อวิชา
ต้องเรียนนานแค่ไหนถึงป้องกันตัวได้
ผลด้านท่าทางและความมั่นคงเห็นได้ในไม่กี่เดือน ส่วนความสามารถรับมือสถานการณ์จริงภายใต้ความกดดันใช้เวลาเป็นปี ใครบอกตัวเลขสั้นกว่านี้กำลังขายของ
ถ้าลูกกำลังโดนอยู่ตอนนี้ ควรทำอะไรก่อน
ฟังให้จบโดยไม่ขัด บอกว่าไม่ใช่ความผิดของเขา สัญญาว่าจะไม่ทำอะไรก่อนคุยกัน เริ่มจดบันทึกวันนี้ ยื่นเรื่องกับโรงเรียนเป็นลายลักษณ์อักษร แล้วค่อยคิดเรื่องการฝึก การฝึกเป็นแผนระยะยาว ไม่ใช่ทางออกของสัปดาห์นี้
มีวิธีที่พิสูจน์แล้วว่าลดการกลั่นแกล้งทั้งโรงเรียนไหม
มี โปรแกรม KiVa จากฟินแลนด์เน้นเปลี่ยนพฤติกรรมของ "ผู้เห็นเหตุการณ์" ให้กลายเป็นผู้ปกป้อง มีโรงเรียนฟินแลนด์ลงทะเบียนใช้กว่าร้อยละ 90 และการทดลองแบบสุ่มในสหราชอาณาจักรปี 2024 กับนักเรียนกว่า 11,000 คน พบว่าลดการตกเป็นเหยื่อได้จริงราวร้อยละ 13 แม้ไม่พบผลต่อพฤติกรรมของผู้กระทำ ผลเล็กแต่มีความหมายในระดับสาธารณสุข และสำคัญกว่านั้นคือมันเป็นภาระของทั้งโรงเรียน ไม่ใช่ของเด็กคนเดียว
อยากเริ่มเรียนศิลปะการต่อสู้?
ส่งข้อความหา IMAC Dojo เพื่อปรึกษาว่าหลักสูตรไหนเหมาะกับอายุ เป้าหมาย และพื้นฐานของผู้เรียน
สอบถามผ่าน LINE Official