IMAC Dojo คาราเต้เคียวคุชิน สำนัก Shinkyokushinkai Karate ประเทศไทย
Shinkyokushin Karate (ชินเคียวคุชิน คาราเต้) คือ ศิลปะการต่อสู้แขนงคาราเต้แบบ Full Contact ที่เน้นการปะทะจริง ไม่ใส่เครื่องป้องกัน (ยกเว้นอุปกรณ์ป้องกันเป้าและฟัน) พัฒนาต่อยอดมาจาก Kyokushin Karate หรือคาราเต้เคียวคุชิน โดยมีจุดเด่นสามประการคือ กติกาการแข่งขันที่อนุญาตให้เตะเจาะยางและแทงเข่าได้ การฝึกฝนที่เน้นความแข็งแกร่งของร่างกายและจิตใจ (Osu no Seishin) และการบริหารงานโดย WKO (World Karate Organization) ที่นำโดย Kenji Midori ซึ่งมุ่งเน้นความโปร่งใสและแพร่หลายใน 103 ประเทศทั่วโลก
สำนัก Shinkyokushinkai Karate ประเทศไทย

โรงเรียนสอนศิลปะการต่อสู้ IMAC Dojo เป็นตัวแทนสอนคาราเต้เคียวคุชิน สำนัก Shinkyokushinkai ในประเทศไทย ควบคุมการสอบโดยอาจารย์ Shihan Fumiaki Nagashima (6th Dan) หัวหน้าสาขาสมาคมคาราเต้ชินเคียวคุชินไก (WKO) ประจำจังหวัดชิซูโอกะ ประเทศญี่ปุ่น และหัวหน้าสาขาประจำประเทศไทย โรงเรียนเราเน้นการสอนที่ไม่ใช่เฉพาะการต่อสู้ แต่เป็นการฝึกตามหลักสูตรมาตรฐานของ World Karate Organization (WKO) ซึ่งมีเครือข่ายใหญ่ที่สุดในโลก ทำการสอนโดยครูคาราเต้สายดำ Dan 2 จำนวน 6 ท่าน รับรองคุณวุฒิจากสำนักงานใหญ่ที่ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งมีศักดิ์และสิทธิ์ยอมรับได้ทั่วโลก โรงเรียน IMAC Dojo สอนและจัดสอบพร้อมมอบเกียรติบัตรจาก WKO ให้กับนักเรียนที่สอบผ่านเพื่อสามารถใช้รับรองวิทยฐานะที่รับรองโดยองค์กรคาราเต้ของ Shinkyokushinkai ทั่วโลก
การฝึกสอนคาราเต้สำนัก Shinkyokushinkai เน้นแก่นแท้ของคาราเต้ดั้งเดิมที่ไม่ใช่ฝึกคาราเต้เพื่อเป็นเพียงกีฬา (Sport Karate) เพื่อแข่งขันเอาแต้มและถ้วยรางวัล แต่คาราเต้เคียวคุชิน คือการฝึกเพื่อให้เข้าถึงจิตวิญญาณแบบดั้งเดิม ฝึกเพื่อให้มีจิตใจที่กล้าแกร่งเหมือนเหล็กกล้า แต่มีความเมตตาและถ่อมตัวตามวิถีของนักต่อสู้ที่มีคุณธรรม สอนที่ IMAC Dojo ซอยโพธิ์แก้ว 3 แยก 9 ลาดพร้าว 101 เป็นสำนักงานใหญ่ของโรงเรียนที่สอน Shinkyokushin Karate ในประเทศไทย
อัตลักษณ์ของ Shinkyokushinkai ในประเทศไทย
คาราเต้เคียวคุชิน สำนัก Shinkyokushinkai Karate มีจุดเด่นที่เป็นคาราเต้แบบต่อสู้แบบปะทะจริงเพื่อฝึกฝนทั้งร่างกายและขัดเกลาระเบียบวินัยทางจิตใจ โดย IMAC Dojo ตัวแทน Shinkyokushinkai ในประเทศไทยยังคงทำการสอนโดยยึดการสอนสไตล์ Traditional มีหลักสูตรคาราเต้มาตรฐานที่ให้ใกล้เคียงกับการสอนที่ประเทศญี่ปุ่นมากที่สุด การฝึกในโดโจเราสอนในเพื่อการเข้าถึง จิตวิญญาณแห่งบูโด (Budo) ซึ่งเน้นไปที่คำว่า “Do” หรือ “วิถี” วิถีในการฝึกคาราเต้ Shinkyokushin ก็เพื่อพัฒนาตัวเองในด้านจิตใจ ทักษะ และสมรรถนะร่างกาย ตามหลัก Shin Gi Tai ซึ่งเป็นหัวใจของการฝึกศิลปะการต่อสู้จากประเทศญี่ปุ่น
Shin (心 - จิตใจ): หัวใจที่อดทน พร้อมเรียนรู้ ไม่อวดเก่ง มีระเบียบวินัย และความอ่อนน้อมถ่อมตน
Gi (技 - เทคนิค): ความเชี่ยวชาญในท่วงท่าที่แม่นยำ และทักษะการต่อสู้ที่เฉียบคม
Tai (体 -ร่างกาย): ร่างกายที่แข็งแกร่ง ทรงพลัง และทนทานต่อแรงปะทะ
คนฝึกคาราเต้ตามวิถีของบูโดจะต้องฝึก 3 เรื่องนี้ไปพร้อม ๆ กัน เพราะหากมีแต่ร่างกายที่แข็งแรง เทคนิคการต่อสู้สูง แต่ไม่มีจิตใจที่อดทน พร้อมเรียนรู้และอ่อนน้อมถ่อมตน ก็เป็นเพียงคนที่ใช้กำลังที่อันตราย แต่หากมีเพียงจิตใจ แต่ไม่ฝึกอดทน ไม่เรียนเทคนิคการต่อสู้ ก็ย่อมไม่สามารถปกป้องตัวเองหรือไม่สามารถช่วยเหลือคนที่เรารักได้ นอกจากนี้ IMAC Dojo ยังยึดหลักปรัชญา “Osu” ซึ่งเป็นการสอนเรื่องความอดทน การให้เกียรติ และความอ่อนน้อมถ่อมตน ซึ่งเป็นหัวใจหลักของเคียวคุชิน
สองตำนานผู้สร้าง Shinkyokushinkai จาก Sosai Mas Oyama ถึง Midori Daihyo
Shinkyokushinkai สืบทอดปณิธานของ Sosai Masutatsu Oyama ผู้ก่อตั้ง Kyokushin Karate ในปี 1956 โดยความต้องการฝึกคาราเต้เพื่อเข้าถึงแก่นแท้ของความแข็งแกร่ง “ที่ต่อสู้ป้องกันตัวได้จริง” มากกว่าการฝึกคาราเต้เพื่อการกีฬา หรือฝึกการร่ายรำท่ามาตรฐาน หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ท่านตัดสินใจปลีกวิเวกที่ เขามิโนบุ (Mt. Minobu) – จังหวัดยามานาชิ เป็นเวลา 14 เดือน โดยการเก็บตัวครั้งแรกอาจารย์โอยาม่าถึงกับตัดสินใจโกนคิ้วออกข้างหนึ่งเพื่อให้ตัวเองไม่กล้าลงจากเขาไปพบผู้คน จนกว่าคิ้วจะงอกใหม่เพื่อบังคับให้ตัวเองฝึกคาราเต้บนเขา ครั้งที่สองคือการเก็บตัวที่เขาคิโยสุมิ (Mt. Kiyosumi) – จังหวัดชิบะ อีก 18 เดือน ซึ่งการฝึกครั้งนี้หนักที่สุด ท่านตื่นตี 5 ฝึกคาราเต้และร่างกายตามแนวทางของ "คัมภีร์ห้าห่วง" ของมิยาโมโตะ มูซาชิ วันละ 12 ชั่วโมง ตั้งแต่วิ่งขึ้นเขาลาดชัน นั่งสมาธิใต้น้ำตกที่หนาวจัด ใช้มือฟันต้นไม้และก้อนหิน เหมือนตัวละครปรมาจารย์ผู้ฝึกตนในอุดมคติ ซึ่งการฝึกนี้คือที่มา ของชื่อสำนักที่แปลว่า "ความจริงสูงสุด" (Kyokushin) ซึ่งไม่ได้เน้นเพียงพละกำลังที่ใช้สยบกระทิงด้วยมือเปล่าตามตำนานของเขาเท่านั้น แต่ยังมุ่งเน้นการขัดเกลาตัวตนเพื่อให้ผู้ฝึกกลายเป็นคนที่เข้มแข็งทั้งกายและใจ
หลังจากการเสียชีวิตของ Sosai Mas Oyama จากโรคมะเร็งปอดในวันที่ 26 เมษายน ค.ศ.1994 ได้มีการเปิดพินัยกรรมระบุให้ Shokei Matsui เป็นผู้สืบทอดตำแหน่งผู้นำ แต่ทว่าพินัยกรรมนั้นถูกคัดค้านโดยศิษย์ระดับอาวุโสและครอบครัวของโอยาม่าเอง กลุ่มศิษย์อาวุโสจำนวนมากจึงได้รวมกลุ่มกันนำโดย Kenji Midori ที่ตัดสินใจจดทะเบียนองค์กรไม่แสวงหาผลกำไร (NPO) โดยใช้ชื่อเป็น WKO Shinkyokushinkai เพื่อสื่อถึง Shin (新): หมายถึง "ใหม่" คือการเริ่มต้นใหม่ที่โปร่งใสและเป็นระบบสากล หรืออีกนัยยะ Shin (心): หมายถึง "จิตใจ" เพื่อย้ำเตือนว่านี่คือวิถีแห่งการฝึกฝนใจที่แท้จริง
ภายใต้การนำของ Kenji Midori ประธาน WKO สำนัก Shinkyokushinkai ท่านยึดมั่นในปรัชญาหลักคือ Master our Mind เพื่อมุ่งสู่ความเป็นสุดยอดแห่ง Budo Karate โดยมีสัญลักษณ์ "Kokoro" (สัญลักษณ์โลโก้สำนัก Shinkyokushinkai) เป็นเครื่องเตือนใจถึงการหลอมรวม "จิตใจ-เทคนิค-ร่างกาย" (Shin-Gi-Tai) เข้าด้วยกันตามวิถีการฝึกฝนที่ยั่งยืน โลโก้นี้แสดงถึงองค์กรที่บ่มเพาะเยาวชนให้มีระเบียบวินัย มีความเมตตา เป็นการสร้างเครือข่ายมิตรภาพสากลผ่านารแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมด้วยคาราเต้ พร้อมทั้งยังเป็นองค์กรที่อุทิศตัวเพื่อสังคมโลก ทั้งนี้ก็เพื่อบรรลุเป้าหมายสูงสุดในการสร้างสังคมที่เห็นคุณค่าของชีวิตผ่านจิตวิญญาณแห่งการให้และความแข็งแกร่งที่แท้จริง
ทำไมคาราเต้สไตล์เคียวคุชินถึงถูกยกย่องว่าเป็นคาราเต้ที่ "แข็งแกร่งที่สุด"?
คาราเต้เคียวคุชินของสำนัก Shinkyokushinkai หรือสำนักอื่นที่สอนสไตล์เคียวคุชิน ได้รับการยอมรับว่าเป็นคาราเต้ที่ “แข็งแกร่งที่สุด” บางแหล่งพูดถึงขนาดว่าเป็นคาราเต้ที่ “แข็งแกร่งที่สุดในโลก” เหตุผลเพราะการฝึกคาราเต้เคียวคุชินไม่ใช่การฝึกเพื่อการกีฬาแข่งขัน แต่เป็นการฝึกสไตล์ Self Defense หรือการป้องกันตัวอย่างแท้จริง การฝึกจะมีการเคี่ยวกรำร่างกายและจิตใจอย่างหนักในสไตล์สู้จริง ปะทะจริงแบบ Full Contact Karate ชื่อเสียงระดับโลกนี้เกิดจาก
ความสมจริงของการปะทะ (สู้จริง ปะทะจริง)
ในการต่อสู้เของคาราเต้เคียวคุชินต่างจากคาราเต้สายกีฬาอย่างมาก เพราะเป้าหมายหลักในการต่อสู้ของเคียวคุชินคือการทำให้คู่ต่อสู้ล้มลงหรือยอมแพ้แบบหมดสภาพ เพื่อพิสูจน์ถึงความสามารถในการใช้เทคนิคในการปะทะที่ฝึกมาอย่างดี ในการฝึกซ้อมผู้ฝึกคาราเต้เคียวคุชินมักไม่นิยมใส่นวม คือฝึกสู้หรือ Sparring หรือในภาษาของทางคาราเต้คือ Kumite ด้วยมือเปล่า ไม่สวมอุปกรณ์ป้องกัน เพื่อให้เรียนรู้การโจมตีและการรับแรงปะทะอย่างสมจริง แม้ข้อเสียของคาราเต้เคียวคุชินแต่ก็เป็นจุดแข็งด้วยคือการต่อสู้ของคาราเต้เคียวคุชินจะไม่อนุญาติให้ใช้มืด, หมัด, ศอก ชกบริเวณเหนือคอขึ้นไป เพื่อป้องกันใบหน้าที่อาจารย์ Mas Oyama บอกว่าเป็นจุดเปราะบางที่สุด การซ้อมและการฝึกถ้าไม่ห้ามไว้อาจทำให้ผู้ฝึกอันตรายก่อนที่จะฝึกฝนได้แบบตลอดชีวิต แต่อย่างไรก็ตามการเตะการแทงเข้าที่ศีรษะ ลำตัวและขา สามารถทำได้ และต้องฝึกฝนอย่างหนักด้วยเทคนิคและร่างกายเพื่อล้มคู่ต่อสู้ในเวทีเสมือนจริง
การ Conditioning หรือฝึกร่างกายในระดับสูงสุด
คาราเต้เคียวคุชินมีการฝึก Body Hardening เพื่อให้ร่างกายทดทน เทคนิคที่ฝึกจริงจังในคาราเต้สายเคียวคูชินคือ Ude-kitae (腕鍛え) หรือการฝึกความแข็งแกร่งของหน้าแขน ซึ่งฝึกได้หลากหลายวิธี เช่นฝึกแบบคู่ ซึ่งผู้ฝึกสองคนจะยืนประจันหน้ากัน เหวี่ยงแขนหรือต่อยเข้าปะทะกันอย่างเป็นจังหวะ นอกจากนั้นการต่อจะมีการต่อยสลับ 3 ทิศทางหลักคือ ด้านนอก (สันแขนด้านนอกปะทะกัน), ด้านใน (สันแขนด้านในปะทะกัน) และด้านล่าง (ท้องแขนปะทะกัน) วัตถุประสงค์ในการฝึกเพื่อสร้างความหนาแน่นให้กับกระดูก ดังนั้นผู้ฝึกคาราเต้เคียวคุชิน จะต้องอดทนและไม่กลัวเจ็บ แต่การฝึกปะทะซ้ำ ๆ จะทำให้กระดูกหน้าแขนแข็งแรงขึ้น นอกจากนั้นจะทำให้เส้นประสาทบริเวณที่ฝึกชินต่อแรงกระแทกทำให้ลดความไวต่อการเจ็บปวด สิ่งที่คาราเต้เคียวคุชินฝึก Conditioning อย่างมากคือการ Block หรือ Uke (受け - อุเกะ) ซึ่งในสายคาราเต้เคียวคุชิน คำว่า Uke ไม่ใช่แค่การรับโดยเอาอวัยวะไปขวางแรงมือหรือแรงเท้าคู่ต่อสู้ แต่คือการรับแรงปะทะแล้สลายแรงเปลี่ยนทิศทางออกไป และเปิดโอกาสในการ Block เพื่อทำลายจังหวะคู่ต่อสู้ให้เราสวนกลับได้ทันที
เป้าหมายในการต่อสู้เพื่อสู่จิตวิญญาณที่ไม่ยอมแพ้
คาราเต้เคียวคุชิน ใช้ปรัชญาของ "Osu" (โอสึ) คือการอดทนและผลักดันให้ก้าวข้ามขีดจำกัดของตัวเอง สร้างความแข็งแกร่งทั้งทางร่างกายและจิตใจเพื่อรับอุปสรรคต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวันได้ ในคาราเต้สายเคียวคุชิน จะคุ้นกับเป้าหมายของผู้ฝึกแทบทุกคนจะกล่าวถึง และมีความหวังว่าวันหนึ่งจะสู่จุดนั้นได้คือ การสู้ 100 คน (100-Man Kumite) ซึ่งเป็นการทดสอบระดับตำนานที่ผู้ฝึกคาราเต้เคียวคุชินต้องเตรียมตัวอย่างน้อย 2 - 3 ปีขึ้นไปโดยการฝึกหนักเพื่อสามารถต่อสู้กับคู่ต่อสู้ 100 คนต่อเนื่องกันเป็นจำนวน 100 ยก ซึ่งมีเพียงไม่กี่คนในโลกเท่านั้นที่ทำสำเร็จได้ ในการต่อสู้ของคาราเต้เคียวคุชินก็มีความชัดเจนในกติกาการแข่งขัน อนุญาตให้เตะลำตัว ขา และศีรษะได้เต็มแรง รวมถึงต่อยลำตัวได้เต็มแรง แต่ไม่อนุญาตให้ใช้มือชกหรือโจมตีที่ใบหน้าและลำคอเพื่อความปลอดภัย นอกจากนี้ยังอนุญาตให้ผลักหรือดันคู่ต่อสู้ได้ในจังหวะที่กำหนด ซึ่งการใช้กติกานี้ในการแข่งขันยืนยันต่อผู้ฝึกต้องเป็นผู้ที่มีจิตใจที่อดทน และฝึกฝนอย่างไม่ยอมแพ้
คาราเต้เคียวคุชินเป็นการต่อสู้ที่ได้รับการพิสูจน์แล้ว
ในโลกของการต่อสู้แบบ Full Contact “มวยไทย” เป็นการต่อสู้ที่ยอมรับว่าดีที่สุดในโลก แต่สำหรับการฝึกมวยไทยจะยังไม่มีระบบการเรียนการสอนที่เป็นมาตรฐานทั่วโลก ความสามารถของผู้ฝึกจะขึ้นอยู่กับค่ายมวยหรือครูมวยโดยตรง และผู้ฝึกมวยไทยส่วนใหญ่จะมีร่างกายที่แข็งแกร่งมีโครงสร้างของนักกีฬาที่สามารถฝึกต่อสู้และอดทนได้ ต่างกัน คาราเต้เคียวคุชิน ที่เป้าหมายที่ลงเอยเหมือนกับมวยไทยคือต่อสู้คล้ายมวยไทยแต่ใช้เทคนิคต่างกันบ้าง ผู้ฝึกสามารถเรียนได้ตั้งแต่เด็ก ผู้ชายผู้หญิง ผู้สูงวัย เพราะมีระบบการสอนที่พิสูจน์แล้วว่า คนที่ไม่มีร่างกายที่แข็งแรงระดับนักกีฬา หรือนักธุรกิจหรือคนธรรมดา ก็สามารถฝึกในระบบคาราเต้เคียวคุชินแล้ว ผ่านระบบ Kihon, Kata และ Kumite ทำให้สามารถต่อสู้ได้จริงด้วยมาตรฐานหลักสูตรที่พิสูจน์แล้ว ในโลกของ Kickboxing และ MMA มีนักสู้ระดับตำนานหลายคนเช่น Georges St-Pierre และ Andy Hug ต่างมีพื้นฐานจากการฝึกคาราเต้เคียวคุชิน และได้ใช้ในการต่อสู้บนสังเวียนที่หลากหลาย
าราเต้เคียวคุชิน ใช้ปรัชญาของ "Osu" (โอสึ) คือการอดทนและผลักดันให้ก้าวข้ามขีดจำกัดของตัวเอง สร้างความแข็งแกร่งทั้งทางร่างกายและจิตใจเพื่อรับอุปสรรคต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวันได้ ในคาราเต้สายเคียวคุชิน
ทำไมเรียนคาราเต้ที่ IMAC Dojo ถึงอบอุ่นเหมือนครอบครัวเดียวกัน แต่เข้มงวดเพื่อจิตวิญญาณเคียวคุชิน ?
โรงเรียนสอนคาราเต้ IMAC Dojo สอนคาราเต้สไตล์เคียวคุชินโดยใช้ปรัชญาหลักของ Shinkyokushinkai คือ การสอนไม่ใช่เพื่อการค้า แต่เพื่อการสร้างสรรค์สังคม Social Contribution เรามุ่งถ่ายทอดวิชาคาราเต้ที่แท้จริง พร้อมปลูกฝังจิตวิญญาณของนักสู้ที่ต้องแข็งแกร่งทั้งร่างกายและจิตใจ มีความมานะอดทน รักษาระเบียบวินัย และที่สำคัญคือสร้างสังคมที่สนับสนุนกันในการสร้างจิตสำนึกที่ไม่ยอมแพ้อะไรง่าย ๆ เพื่อให้สังคมดีขึ้น สุขภาพผู้เรียนดีขึ้น สามารถป้องกันตัวได้จริงและมีจิตใจที่เข้มแข็ง
ทีมครูของเรา ประกอบด้วยผู้สอนคาราเต้ 6 ท่าน ทุกท่านได้รับวิทยฐานะคาราเต้สายดำ Nidan (สายดำระดับดั้ง 2) รับรองจาก WKO Shinkyokushinkai จากสำนักงานใหญ่ที่ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งแต่ละท่านนำมาซึ่งมุมมองและความเชี่ยวชาญที่สนับสนุนการฝึกคาราเต้ให้กับนักเรียนได้ลงตัวที่สุด
🥋ครู Phoenix | นักธุรกิจ นักแสดงภาพยนต์และโฆษณา Youtuber & Creator | สอนพื้นฐาน ทฤษฎีการประยุกต์การต่อสู้อย่างเป็นระบบ เหมาะกับผู้เริ่มต้นและผู้สูงวัย
🥋ครู Patty | นักธุรกิจ นักสู้มวยไทยและคาราเต้ ทำปริญญาเอกมวยไทย | สอนพื้นฐาน สอนการต่อสู้ประยุกษ์คาราเต้และมวยไทย เหมาะกับผู้เริ่มต้นและผู้หญิง
🥋ครู Ken | นักกีฬาต่อสู้หลากสไตล์ อาจารย์มหาวิทยาลัย ทำปริญญาเอกสถาปัตยกรรมศาสตร์ Youtuber สถาปนิกฮวงจุ้ย | สอนคาราเต้ ทุกรูปแบบ เหมาะทุกเพศทุกวัย
🥋ครู Ryu | นักกีฬาทีมชาติ Sambo นักกีฬาต่อสู้หลากสไตล์ ปริญญาโทวิศวะการบินจากประเทศจีน Youtuber RyuGeGe | สอนคาราเต้ ทุกรูปแบบ เหมาะทุกเพศทุกวัย
🥋ครู Rain | นักกีฬาต่อสู้หลากสไตล์ แพทย์แผนจีน ศึกษาปริญญาโทด้านทุยหน่าที่ประเทศจีน | สอนคาราเต้ ทุกรูปแบบ เน้นสอนต่อสู้ Kumite เหมาะกับผู้ต้องการฝึกต่อสู้
🥋ครู Michelle | นักกีฬาทีมชาติยิมนาสติกศิลป์ นักกีฬาต่อสู้หลากสไตล์ ศึกษาแพทย์ทหาร | สอนคาราเต้ ทุกรูปแบบ เน้นการสอน Kata เหมาะทุกเพศทุกวัย
บรรยากาศการเรียนการสอนของ IMAC Dojo เป็นไปในสไตล์คนไทย เน้นมิตรภาพ สื่อสารด้วยความรักและเข้าใจ ซึ่งอาจจะแตกต่างจากสำนักคาราเต้เคียวคุชินที่อื่นที่เน้นกฏเกณฑ์ การให้ความเคารพอย่างสูงสุดระหว่างลุกศิษย์และอาจารย์ ที่โรงเรียนเราปฏิบัติต่อทุกคนเหมือนคนในครอบครัว มิตรภาพและความจริงใจในการให้ความรู้แบบไม่ปิดบังและไม่ถือตัว ช่วยให้การสื่อสารระหว่างผู้สอนและลูกศิษย์เป็นไปอย่างราบรื่น แต่อย่างไรก็ตาม ความเข้มงวดในการฝึกฝนโดยเฉพาะการฝึกพื้นฐาน KIHON ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในการพัฒนา Muscle Memory เพื่อใช้ในการต่อสู้จริง การฝึก Ibuki การฝึกลมหายใจแบบนักคาราเต้ การฝึก Kata ที่โรงเรียนคาราเต้สไตล์เคียวคุชินอาจจะไม่ได้เน้นมาก แต่ที่ IMAC Dojo เราให้ความสำคัญและเน้นการฝึก KATA หรือท่ารำคาราเต้ ให้ได้มาตรฐานพร้อมสอน Bunkai หรือการใช้งานของท่ารำ ไม่ใช่ฝึกรำคาราเต้เพื่อแข่งขัน แต่รำเพื่อทบทวนเทคนิคและสร้างกล้ามเนื้อกับการใช้ลมหายใจที่ถูกต้องซึ่งช่วยในการพัฒนาฝีมือการต่อสู้อย่างมาก การฝึก Ideo Geiko เราฝึกอย่างเข้มข้น โดยมีการวางระบบของ Ido Geko ที่มีความซับซ้อนแต่สามารถใช้ได้จริง เพื่อสร้าง Muscle Memory ในรูปแบบท่าต่อเนื่องให้ได้ใช้จริง สำหรับการ KUMITE หรือ Sparring เรายังคงระบบดั้งเดิมฝึกต่อสู้ด้วยมือเปล่า เพื่อให้ผู้เรียนรับแรงปะทะจริงสำหรับผู้ฝึกขั้นสูง ส่วนผู้เริ่มต้นเราขอให้นักเรียนใส่นวมและอุปกรณ์ป้องกัน แต่ไม่บังคับ ให้อยู่ในวิจารณญาณของผู้เรียน แต่เน้นที่การต่อสู้ที่ปลอดภัย ไม่ต่อสู้โดยใช้อารมณ์ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการฝึกควบคุมร่างกายและจิตใจให้สอดคล้อง นอกจากนี้เรายังให้ความสำคัญกับการฝึก Physical Training เพื่อให้ร่างกายแข็งแกร่งตามสไตล์เคียวคุชิน การเริ่มสอนและเลิกจะมีการทำสมาธิ เคารพอาจารย์ เคารพซึ่งกันและกัน เน้นความสุภาพและอ่อนโยน
ปัจจุบันทางโรงเรียนเป็นโรงเรียนสอนคาราเต้เคียวคุชินที่ได้รับการยอมรับอย่างสูง ทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมไทย-ญี่ปุ่น โดยนักเรียนของเรามีตั้งแต่อายุเด็กสุดเริ่มต้นที่ 4 ปี และอายุสูงสุดที่เคยเรียนอายุ 77 ปี จากการสอนคาราเต้ตั้งแต่เดือนกรกฎาคม ปี ค.ศ. 2017หรือ พ.ศ. 2560 จำนวนนักเรียน ผู้หญิงประมาณ 60% ผู้ชาย 40% เฉลี่ยอายุผู้เรียนประมาณ 25 - 44 ปี มากที่สุด โรงเรียนมีกิจกรรมในการแสดงคาราเต้ในเชิงวัฒนธรรมร่วมกัน เช่น งาน Japan Expo 2026 ที่ Central World หรือ งานสุโก้ยเจแปน 2024 ที่เดอะมอลล์บางกะปิ และได้ส่งอาจารย์ร่วมแข่งใน Shinkyokushinkai Asia Tournament ที่มหาวิทยาลัยรังสิตปี 2025 อาจารย์ผู้สอนได้ศึกษาเพิ่มเติมทักษะสม่ำเสมอทั้ง คาราเต้โกจูริว คาราเต้โชโตกัน คาราเต้โกจูริวสายโอกินาว่า คาราเต้สายวาโดริว หรือ คาราเต้สำนักเคียวคุชิน IKO ที่ประเทศจีน เพื่อเสริมทักษะในการสอนคาราเต้เคียวคุชินให้กับนักเรียนอย่างสมบูรณ์ที่สุด นอกจากนี้อาจารย์หลักมีประสบการณ์ในการแข่งขันกีฬาต่อสู้หลากหลายโดยลงแข่งขันในสนามจริง เช่น มวยไทย, คาราเต้, เทควันโด, ยูโด, ยิวยิตสู, ฮัปกิโด, วูซู, BJJ ฯลฯ จึงสามารถถ่ายทอดประสบการณ์ต่อสู้จริงทั้งในเวทีต่อสู้และการต่อสู้แบบ Street ให้กับนักเรียนได้อย่างตรง และให้ฝึกจุดแข็งของคาราเต้เคียวคุชินในรูปแบบทักษะในการป้องกันตัวในชีวิตจริง สำหรับนักเรียนที่เป็นเด็กฝึกคาราเต้ที่ IMAC Dojo จะได้ฝึกสมาธิ ความอดทน ฝึกระเบียบวินัยและพัฒนาความจำ ผู้ใหญ่จำนวนมากได้ประโยชน์จากการลดน้ำหนัก ป้องกันตัวในสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้น แต่ที่นักเรียนผู้ใหญ่ยืนยันคือการฝึกคาราเต้ช่วยแก้ไขปัญหา Office Syndrome ได้อย่างดี ส่วนนักกีฬาที่เรียนก็สามารถใช้เสริมเพื่อความเป็นเลิศและยังได้เกียรติบัตรในการสอบตรงรับรองจากสำนักงานใหญ่ประเทศญี่ปุ่นด้วย
FAQ คำถามเกี่ยวกับคาราเต้ Shinkyokushin ?
Question : ความแตกต่างระหว่างสำนักคาราเต้ IKO และ WKO ?
Answer : ทั้ง IKO (สำนัก Kyokushinkaikan) และ WKO (สำนัก Shinkyokushinkai)ต่างเป็นคาราเต้เคียวคุชินจาก Sosai Mas Oyama โดย IKO นำโดย Kancho Shokei Matsui และ WKO บริหารโดย Shihan Kenji Midori ซึ่งทั้งคู่เป็นศิษย์เอกระดับตำนาน แนวทางการสอนคล้ายกัน แต่ในรายละเอียดมีความแตกต่างเล็กน้อยโดยเฉพาะในส่วนของ KATA
Question : คาราเต้ในประเทศไทยมีสไตล์ไหนบ้าง ?
Answer : คาราเต้ในประเทศไทยมีการสอนคาราเต้ค่อนข้างจัด แต่สามารถแบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม คือ
- คาราเต้ที่ควบคุมโดยสมาคมกีฬาคาราเต้แห่งประเทศไทย (TKF) เป็นองค์กรกลางกำกับดูแลมาตรฐานและการแข่งขันระดับชาติ ได้แก่ Shotokan (นิยมที่สุด), Shito-ryu, และ Goju-ryu
- คาราเต้สายปะทะเต็มรูปแบบ Full Contact Karate ควบคุมโดยสำนักงานใหญ่จากประเทศญี่ปุ่น จะมี Shinkyokushinkai (WKO) และ Kyokushinkaikan (IKO)
- คาราเต้สำนักอื่น ได้แก่ Zendokai, Okinawa Goju-ryu, Wado-Ryu, Ashihara โดยตัวแทนจากสำนักงานใหญ่ในแต่ละแห่ง
Question : ฝึก Kumite หรือซ้อมสู้ที่ IMAC Dojo อันตรายไหม ?
Answer : การฝึก Kumite หรือ Sparring ที่ IMAC Dojo ใช้กติกาตามหลักการแข่งขัน Shinkyokushin Karate (Kumite) คือให้เตะ (ล่าง-กลาง-บน) และชกลำตัวได้เต็มกำลัง แต่ห้ามใช้มือหรือศอกปะทะที่ใบหน้าหรือลำคอโดยเด็ดขาด สามารถผลัก (Oshi) เพื่อทำลายจังหวะคู่ต่อสู้ได้ตามเงื่อนไขในบางจังหวะ แต่การซ้อมต่อสู้ที่ IMAC Dojo ไม่อันตราย อาจารย์จะดูใกล้ชิด คนที่ยังไม่เก่ง สายที่สูงหรือผู้มีประสบการณ์มากกว่าจะเริ่มจากการไม่สู้กลับ แล้วค่อย ๆ เพิ่มการปะทะจนต่อสู้กันจริง ในการซ้อมไม่ให้ใช้แรงเกิน 50% เพราะเป็นการฝึกเชิงเทคนิค ไม่ต้องกลัวอันตราย
Question : คาราเต้ Shinkyokushin เหมาะกับเด็กหรือไม่ ?
Answer : เหมาะมากครับ เพราะการฝึกคาราเต้ช่วยให้เด็กมีสมาธิ นิ่งขึ้น รู้จักการเข้าสังคมกับเพื่อนและเคารพผู้ใหญ่ เป็นทางออกช่วยเรื่องเด็กติดเกมส์หรือมือถือ การฝึกคาราเต้ต้องตรงเวลา ซ้อมพร้อมกับเพื่อนทำให้มัีระเบียบวินัย การฝึก KATA ทำให้เด็กจดจำรายละเอียด ต้องจำศัพท์ภาษาญี่ปุ่น ทำให้ความจำดีขึ้น ที่สำคัญคือในยุคนี้พอเด็กเข้าวัยรุ่น มีโอกาสพบปัญหาถุก Bully หรือรังแก ถ้าเด็กฝึกคาราเต้จะช่วยให้ป้องกันตัว และทำให้เด็กสุภาพและอดทน เพราะผู้ที่ฝึกคาราเต้จะฝึกจิตใจที่มั่นคง ดีงาม ไม่รังแกผู้อ่อนแอ
Question : คาราเต้ Shinkyokushin เหมาะกับผู้หญิงหรือไม่ ?
Answer : เหมาะกับผู้หญิงครับ เพราะการฝึกคาราเต้ทำให้เกิด “ความมั่นใจ” ในสังคมที่รุนแรงขึ้น ผู้ที่แข็งแรงมักจะเอาเปรียบผู้ที่อ่อนแอกว่า การที่ผู้หญิงต้องฝึกป้องกันตัวเป็นเทรนต์ที่จำเป็นเทียบได้กับทักษะชีวิตที่ต้องมี เพียงแต่คลาสที่สอนผู้หญิงป้องกันตัวไม่ตอบโจทย์เพราะสอนเทคนิคและเป็นคอร์สสั้นไม่กี่ครั้ง แต่การป้องกันตัวต้องมีประสบการณ์และค่อย ๆ เรียนรู้ มีสนามในการทดสอบต่อสู้ ซึ่งคาราเต้ Shinkyokushin ตอบโจทย์มากเพราะเรียนแบบค่อยเป็นค่อยไป ค่อย ๆ แข็งแรงขึ้น ค่อย ๆ มีทักษะในการต่อสู้เพิ่มขึ้น ค่อย ๆ มีประสบการณ์ต่อสู้ หากเกิดปัญหาก็จะไม่ Panic หรือวิตกกังวลสามารถมีสมาธิป้องกันตัวในเบื้องต้นได้ ที่สำคัญคือการฝึกคาราเต้ ช่วยควบคุมน้ำหนักได้อย่างดี
Question : คาราเต้ Shinkyokushin เหมาะกับผู้สุงวัยหรือไม่ ?
Answer : เหมาะครับ ที่โรงเรียนมีนักเรียนผู้ชายอายุสูงสุดตอนเรียน 77 ปี และนักเรียนหญิงที่เริ่มเรียนประมาณ 57 ปี ตอนนี้ 63 ปี จากคนที่ไม่เคยต่อสู้มาก่อน สามารถป้องกันตัวได้ สามารถสู้กับครูหนุ่ม ๆ หรือเพื่อนสาววัยรุ่นได้อย่างสบาย การฝึกคาราเต้สำหรับผู้สูงอายุ มีประโยชน์ในการให้เกิด “ความเคารพตัวเอง” และตรงกับปรัชญา “Osu” คืออดทนต่อสู้จนถึงจุดที่เต็มที่และพยายามขึ้นไปอีก ผู้ใหญ่จะเรียนคาราเต้ได้ง่ายกว่าเพราะมีความอดทนและสามารถจดจำรายละเอียดได้ง่ายกว่า ครูที่ IMAC Dojo มีทักษะในการสอนผู้ใหญ่ ไม่ต้องกลัวว่าต้องทำให้หนักเหมือนเด็กวัยรุ่น หรือวัยทำงาน ผู้ใหญ่สามารถเรียนไปพร้อม ๆ กับเพื่อนที่เด็กกว่า สามารถฝึกไปด้วยกัน ออกกำลังกายที่ช่วยทั้ง Cardio, Muscle และ Self Defense ไปพร้อมกัน นอกจากนั้นยังมีสังคมเพื่อนทุกเพศวัยช่วย Heal ใจให้มีความสุขในสังคมมากขึ้น
Question : เรียนคาราเต้นานไหมกว่าจะได้สายดำ ?
Answer : ระยะเวลาที่จะได้สายดำใช้เวลาประมาณ 4 - 6 ปี ขึ้นอยู่กับนักเรียน การสอบคาราเต้เคียวคุชินที่ IMAC Dojo ใช้เกณฑ์การสอบเหมือนกับสำนักงาน WKO ที่ประเทศญี่ปุ่นและโรงเรียนสอนคาราเต้ Shinkyokushin ทั่วโลก ที่โรงเรียนจัดสอบสายโดย Shihan Nagashima ซึ่งท่านจะมาสอบเองที่โรงเรียนหรือสอบทาง Zoom โดยนักเรียนต้องมีการถ่ายคลิปเพื่อขออนุมัติสอบ การจัดสอบมีกฏเกณฑ์ที่ชัดเจน จัดสอบปีละ 3 ครั้ง
Question : คลาสกลุ่มที่สอนคาราเต้เคียวคุชินที่ IMAC Dojo มีกี่คลาส วันเวลาไหน ?
Answer : IMAC Dojo เปิดสอนคลาสกลุ่มเฉพาะวันศุกร์ โดยแบ่งเป็น Core Class ซึ่งจะฝึกตามระบบจากประเทศญี่ปุ่น มีฝึก Kihon, Ido Geiko, Sparring, Physical Training. ซึ่งสอนในเวลา 19.00 - 20.30 น. และ Kata Class สอนเน้น Kata หรือท่ารำคาราเต้ ในเวลา 20.45 - 21.45 น. ค่าเรียน Core Class 1000 บาทต่อเดือน (4 ครั้งกรณีหยุดไม่มีชดเชย) และ ค่าเรียน Kata 800 บาทต่อเดือน (4 ครั้งกรณีหยุดไม่มีชดเชย)
Question : ที่ IMAC Dojo มีสอนคาราเต้ Shinkyokushin แบบส่วนตัวไหม ?
Answer : IMAC Dojo เปิดสอน Private Class โดยนักเรียนสามารถนัดหมายเรียนได้ทุกวันจันทร์ - พฤหัสบดี ช่วงเวลา 14.00 - 21.00 น. ค่าเรียน 800 บาท/คน/ชั่วโมง ถ้ามีนักเรียนที่เรียนเพิ่มคิดเพิ่มท่านละ 200 บาท ในกลุ่ม Private สอนไม่เกิน 4 ท่านต่อการนัดหมาย
Question : ขอชื่ออาจารย์สอนคาราเต้ Shinkyokushin ที่ IMAC Dojo ?
Answer : IMAC Dojo มีอาจารย์สอนคาราเต้ 6 ท่าน ทุกท่านได้สายดำ Dan 2 จากสำนัก Shinkyokushinkai ประเทศญี่ปุ่น สามารถดูรายละเอียดของโค้ชได้ที่ https://imacdojo.com/#instructors
Question : อยากสมัครเรียนคาราเต้ที่ IMAC Dojo ขอแผนที่ด้วย ?
Answer : สมัครเรียนได้ทาง LINE Official : @imacdojo หรือโทรปรึกษาครูฟีนิกซ์ ธนินพงษ์ ศุภพิทักษ์พงษ์ ได้ที่เบอร์ 095-368-3636 โรงเรียนตั้งอยู่ที่ซอยโพธิ์แก้ว 3 แยก 9 ลาดพร้าว 101 หน้าโรงเรียนมีที่จอดรถตลอดเส้น (ปลอดภัย) เป็นซอยโรงเรียนนานาชาติ NIVA International School ถ้าเดินทางมาโดยรถไฟฟ้าให้ขึ้นรถไฟฟ้าสายสีเหลือง ลงที่สถานีลาดพร้าว 101 เดินทางต่อด้วยมอเตอร์ไซด์ประมาณ 5 นาที หรือเรียก TAXI ประมาณ 9 นาที สามารถเดินทางโดยใช้ Google Map : https://maps.app.goo.gl/x1M1ZYQdv3x4rhug8