Shinkyokushinkai Karate

คาราเต้เคียวคูชิน สำนัก Shinkyokushin Karate ประเทศไทย

คาราเต้ (空手) เป็นศิลปะการต่อสู้จากประเทศญี่ปุ่น เริ่มต้นที่เมือง Okinawa เป็นการผสมผสานระหว่างมวยจีนและการต่อสู้พื้นถิ่นของชาวโอะกินะวะ ซึ่งเชื่อว่าเกิดขึ้นประมาณปี พ.ศ. 2464 คาราเต้มีอยู่หลายสำนัก แต่ก็มีความคล้ายคลึงกันในการใช้อวัยวะต่าง ๆ ของร่างกายเพื่อต่อสู้ เช่น หมัด เท้า กำปั้น เข่า ศอก นิ้ว สันมือ เป็นต้น ในยุคแรก ๆ ของคาราเต้ที่โอะกินะวะเป็นการฝึกฝนเพื่อใช้ในการป้องกันตัวและต่อสู้จริง ภายหลังคาราเต้ได้แบ่งออกเป็น คาราเต้สายกีฬา และ คาราเต้สายต่อสู้ ซึ่งคาราเต้สายต่อสู้มักรู้จักกันว่าเป็นคาราเต้แบบ Full Contact ซึ่งในสายคาราเต้ Full Contact นี้ คาราเต้เคียวคูชิน เป็นคาราเต้ที่ได้รับการยอมรับมากที่สุดในโลก และเป็นวิชาต่อสู้ซึ่งเชื่อว่าเป็น 1 ใน 3 วิชาที่ฝึกเพื่อต่อสู้ได้อย่างแท้จริง ซึ่งใน 3 วิชานั้น คือ มวยไทย, ซานต้า (มวยจีนที่ใช้ต่อสู้) และ คาราเต้เคียวคูชิน

สำหรับประเทศไทย โรงเรียนสอนคาราเต้ยังไม่เป็นที่แพร่หลายมาก ส่วนใหญ่จะเป็นคาราเต้สายกีฬาที่พอมีเปิดสอนตามมหาวิทยาลัยหรือโรงเรียนสอนศิลปะการต่อสู้คาราเต้โดยตรง ซึ่งคาราเต้สไตล์ที่ได้รับความนิยมและใช้ในการแข่งกีฬาระดับประเทศและระดับชาติของประเทศไทยจะเป็นคาราเต้สาย Shotokan และ Goju Ryu ผู้เรียนชาวไทยส่วนใหญ่จะเรียนเพื่อเป็นนักกีฬาแข่งขัน ไม่ค่อยนิยมเรียนเพื่อการต่อสู้อาจเป็นเพราะประเทศไทยมีศิลปะป้องกันตัวของตัวเองที่ได้รับการยอมรับว่าดีที่สุดในโลกอยู่แล้วคือ มวยไทย จึงทำให้คนไทยส่วนใหญ่ไม่มีความคิดที่จะเรียนศิลปะการต่อสู้แขนงอื่นทำให้คาราเต้ไม่ค่อยเป็นที่ยอมรับมากนัก นอกจากนี้โรงเรียนสอนคาราเต้ในประเทศไทยส่วนใหญ่จะเน้นไปยังชาวญี่ปุ่นที่อาศัยอยู่ประเทศไทย เราจะพบว่ามีสำนักสอนคาราเต้อยู่แถบถนนสุขุมวิทหรือราชประสงค์ ซึ่งเป็นแหล่งที่มีชาวญี่ปุ่นอาศัยอยู่จำนวนมาก ชาวญี่ปุ่นที่อาศัยอยู่ประเทศไทยก็ยังคงนิยมส่งลูกหลาน หรือแม้กระทั่งตัวเอง เข้าร่วมเรียนในสำนักคาราเต้ที่ประเทศไทย

อย่างไรก็ตามคาราเต้สาย Full Contact มีที่สอนในประเทศไทยค่อนข้างน้อย คาราเต้ Full Contact ที่สอนในประเทศไทยจะมีคาราเต้สำนัก Zendokai ซึ่งเป็นคาราเต้สายต่อสู้ที่เริ่มเปิดตลาดในเมืองไทย มีผู้เรียนทั้งชาวญี่ปุ่นและชาวไทยเรียนเนื่องจากเป็นคาราเต้ที่ต่อสู้ได้จริง มีทั้งการต่อสู้ทั้งแบบปกติคือ เตะ ต่อย ชก ศอก เข่า และยังเน้นไปที่การต่อสู้บนพื้นหรือการต่อสู้แบบมวยนอนที่เรารู้จักในชื่อว่าเนวาซ่า (Newaza) อย่างไรก็ตามคาราเต้สาย Zendokai ไม่ใช่คาราเต้ที่มีความนิยมสูง เพียงแต่ในยุคที่ริเริ่มโรงเรียนที่สอนต่อสู้ที่มี Newaza ผสมผสานอยู่แทบจะไม่มี และในยุคนั้น กีฬาต่อสู้อื่น เช่น ยิวยิตสู ซึ่งมีความคล้ายคลึงกับคาราเต้ Zendokai ก็ยังไม่เริ่มที่ประเทศไทย นอกจากคาราเต้ Zendokai ก็ยังมีโรงเรียนสอนคาราเต้สายเคียวคูชิน ซึ่งมีทั้งจากสำนัก Kyokushin และ Shinkyokushin เข้ามาเริ่มสอนในประเทศไทย คาราเต้เคียวคูชินเริ่มค่อย ๆ ได้รับความนิยมเนื่องจากเป็นคาราเต้ที่พิสูจน์แล้วว่าเป็นคาราเต้ที่ผู้ฝึกจะมีสุขภาพร่างกายแข็งแรงอย่างชัดเจน สามารถต่อสู้ป้องกันตัวได้จริง มีองค์กรรองรับการฝึกมาตรฐานระดับโลก คาราเต้สไตล์เคียวคูชินจึงเป็นคาราเต้ที่มีอนาคตและน่าสนใจสำหรับผู้ที่ต้องการเรียนคาราเต้สไตล์เคียวคูชิน

Sosai Oyama min
คาราเต้เคียวคูชิน

ประวัติคาราเต้

ต้นกำเนิดของคาราเต้ มาจากศิลปะการต่อสู้จากประเทศจีน ซึ่งประเทศจีนมีการแบ่งมวยจีนออกได้หลายประเภท หนึ่งในการแบ่งแยกมวยจีนจะแบ่งตามภาคคือ มวยเหนือ และ มวยใต้ ซึ่งมีเอกลักษณ์แตกต่างกัน ปัจจุบันมวยจีนที่แข่งขันกันในระบบกีฬาวูซู เรียกมวยเหนือว่า “ฉางฉวน” มวยใต้เรียกว่า “หนานฉวน” มวยใต้มีจุดเด่นที่การออกหมัดและเท้าที่รุนแรงเน้นการต่อสู้ที่แข็งแกร่ง ในอดีตเมืองโอะกินะวะได้มีการติดต่อกับประเทศจีนในด้านการค้า การศึกษา และวัฒนธรรม หนึ่งในผลพลอยได้จากการติดต่อกับประเทศจีนคือการนำวิชามวยใต้ของประเทศจีนมาผสมผสานกับเทคนิคการต่อสู้ของเมืองโอะกินะวะ โดยเบื้องแรกชาวโอะกินะวะจะเรียกวิชาใหม่นี้ว่า โทเต้ หรือ โอะกินะวะเต้ ซึ่งประกอบไปด้วยสำนักใหญ่ ๆ 3 สำนัก

1. สำนักชูริเต้

มวยสำนักนี้มาจากการพัฒนาทักษะมวยสิงอี้และปากว้าจากประเทศจีน มวยสิงอี้หรือสิงอี้เฉวียน เป็นหนึ่งในศิลปะป้องกันตัวจากสำนักบู๊ตึ๊ง “สิง (形)” แปลว่า รูปลักษณ์ ส่วน “อี้ (意)” แปลว่า จิต จุดเด่นของมวยนี้การโจมตีเป็นเส้นตรงและใช้การใช้แรงในระยะสั้นที่รุนแรง การฝึกฝนจะเน้นการประสานพลังงานในการเคลื่อนไหวและการใช้แรงเพื่อเอาชนะคู่ต่อสู้ ส่วนมวยปากว้าจ่าง (八卦掌) แปลตรงตัวได้ว่า มวยแปดทิศ กำเนิดจากปรมาจารย์ตงไห่ชวนผู้ที่มีพื้นฐานจากมวยเส้าหลิน หลังจากนั้นได้ประยุกษ์วิชาที่ฝึกฝนเป็นกำเนิดของมวยปากว้าจ่างซึ่งมีจุดเด่นของการเดินเป็นวงกลมและใช้แรงจากศูนย์กลางลำตัวในการต่อสู้ ผู้ที่คิดค้นมวยชูริเต้คือ Sokon Mutsumura ผู้เชี่ยวชาญการต่อสู้จากเมืองชูริได้ฝึกฝนทั้งสองวิชานี้มาปรับเป็นวิชาคาราเต้ ซึ่งภายหลังจากการสนับสนุนของปรมาจารย์ยูโด ท่านจิกาโร่ คาโน่ ทำให้รูปแบการสอนนี้เรียกว่า โชโต (松涛) หรือปัจจุบันคือคาราเต้โชโตกัน

2. สำนักนาฮาเต้

มวยสำนักนาฮาเต้นี้มาจากพื้นฐานมวยกระเรียนหมิงเฮ่อฉวน (鸣鹤拳) ที่ได้ร่ำเรียนมาจากอาจารย์ เซี่ยจงเสียง และได้นำวิชากระเรียนนี้กลับมาพัฒนาที่เมืองโอะกินะวะ พัฒนาแนวทางมวยที่เรียกว่า นาฮาเต้ หลังจากนั้นได้มีการเปลี่ยนชื่อสำนักจาก สำนักฮานาเต้ เป็น โกจูริวคาราเต้ (剛柔流空手) ทำการพัฒนาให้ทันสมัยและสอนเป็นคาราเต้สไตล์โกจูริวจนถึงปัจจุบัน

3. สำนักโทมาริเต้

สำหรับข้อมูลสำนักโทมาริเต้นั้นไม่ค่อยมีการบันทึกเอาไว้ในประวัติของคาราเต้ เพียงแต่ทราบว่า เป็นวิชา “ฝ่ามือจีนการต่อยมวยแบบถัง” ซึ่งคนญี่ปุ่นสมัยก่อนเรียกชาวจีนว่าชาวถัง เนื่องจากราชวงศ์ถังเป็นราชวงศ์ที่ยิ่งใหญ่ แม้กระทั่งคนไทยยังเรียกตัวเองว่า “ตึ่งนั้ง ในสำเนียงแต้จิ๋ว” ซึ่งก็คือ “ถังเหริน ในสำเนียงจีนกลาง” จึงพอสรุปได้ว่าวิชาคาราเต้ของสำนักโทมาริเต้ เป็นวิชาที่มาจากรากฐานของมวยจีน

ความหมายของวิชาคาราเต้

คาราเต้ เดิมทีแปลตรงตัวมาจากอักษร 唐手 ที่อ่านว่าคาราเต้ ซึ่งอักษร 唐 หมายถึง “ประเทศจีน” ส่วนอักษร 手 หมายถึง “มือ” ดังนั้นคาราเต้จึงแปลตรงตัวได้ว่า “วิขาฝ่ามือจากเมืองจีน” ซึ่งก็คือทักษะการต่อสู้ป้องกันตัวจากประเทศจีน แต่หลังจากสงครามโลกครั้งที่ 2 เมื่อมีสงครามระหว่างจีนกับญี่ปุ่น ท่าน Funakoshi Gichin ซึ่งรู้จักในชื่อ บิดาแห่งคาราเต้สมัยใหม่ ได้เปลี่ยนตัวอักษรของคาราเต้เป็น 空手 ซึ่งออกเสียงว่าคาราเต้ แต่ความหมายแตกต่าง เนื่องจากคำว่า 空 หมายถึง “ว่างเปล่า” หลังจากนั้นคาราเต้สำหรับคนญี่ปุ่นสมัยใหม่ได้พยายามสลัดความเป็นมวยจีนออกจากคาราเต้ โดยอธิบายว่าคาราเต้แปลว่า การต่อสู้ด้วยมือเปล่า คาราเต้ในความเชื่อของชาวญี่ปุ่นในปัจจุบันจึงแปลว่า วิถีแห่งการใช้มือ ต่อสู้โดยปราศจากอาวุธ เป็นการฝึกร่างกายผสมผสานอวัยวะต่าง ๆ กับพลังภายในให้เป็นหนึ่งเพื่อใช้ในการจู่โจมพิชิตในหมัดเดียว ดังนั้นผู้ฝึกคาราเต้ได้ฝึกต่อสู้กับตัวเอง ฝึกยับยั้นแรงในการโจมตี คือการฝึกต่อสู้โดยที่จะหยุดโจมตีเมื่อสัมผัสร่างกายคู่ต่อสู้เพียงเล็กน้อย เพื่อป้องกันการบาดเจ็บ

จากการฝึกฝนแบบใหม่จึงเป็นที่มาของ คาราเต้โด ซึ่งก็คือการฝึกเทคนิคในการต่อสู้ด้วยสไตล์คาราเต้ โดยเข้าถึงในศาสตร์ของการใช้ร่างกาย สามารถควบคุมหรือทำลายก็ได้ คำว่า “โด” ที่ต่อท้ายมีความหมายในนัยยะที่มาจากทางศาสนาเต๋าโดยศาสดาเล่าจื้อ ความหมายของคาราเต้โด คือการเข้าถึงซึ่งปรัชญาและจิตวิญญาณแห่งทักษะการต่อสู้ด้วยมือเปล่า การเติมความหมาย “โด” มีผลให้กีฬาต่อสู้ที่ประเทศญี่ปุ่นมีการเติมเข้าไปในหลากหลายวิชา เช่น ยูโด ไอกิโด เคนโด คาราเต้โด เป็นต้น แม้กระทั่งประเทศเกาหลีก็ใช้คำว่า เทควันโด ซึ่งเป็นกีฬาที่นิยมอย่างมากทั่วโลก การเปลี่ยนคาราเต้จากเดิมเพื่อใช้ในการฝึกป้องกันตัวและต่อสู้จริง มาเป็น คาราเต้โด ซึ่งเป็นการฝึกเพื่อเข้าใจถึงทักษะและการใช้แรง การควบคุมพลัง ความเร็ว จิตใจ ฯลฯ ทำให้ปัจจุบันคาราเต้ที่ได้รับการยอมรับและฝึกฝนกันอย่างแพร่หลายจึงเป็นคาราเต้โด สำหรับคาราเต้ที่ยังฝึกเพื่อวัตถุประสงค์ในการต่อสู้ป้องกันตัวจึงเป็นคาราเต้ที่เรียกว่าคาราเต้ Full Contact เพราะการฝึกฝนแตกต่างจากการฝึกแบบกีฬา การฝึก Full Contact ใกล้เคียงกับการต่อสู้จริง เพราะจะมีการปะทะร่างกาย มีการฝึกต่อสู้ Sparring เพื่อให้เกิดทักษะและความคุ้นชินในการต่อสู้ ซึ่งคาราเต้สาย Full Contact ที่โด่งดังที่สุดคือคาราเต้สไตล์เคียวคูชิน และคาราเต้สายโอะกินะวะ ที่เมือง Okinawa ยังมีการฝึกฝนกันจวบจนปัจจุบันนี้

ประวัติคาราเต้สายเคียวคูชิน

คาราเต้สไตล์เคียวคูชิน ได้ก่อตั้งโดยปรมาจารย์โอยาม่า Masutatsu Oyama ท่านเป็นชาวเกาหลี ชื่อเดิม Choi Yeong-eui  ซึ่งใช้ชีวิตเกือบทั้งชีวิตที่ประเทศญี่ปุ่นจนภายหลังได้สัญชาติญี่ปุ่น ท่านได้เริ่มฝึกศิลปะการต่อสู้ที่ประเทศเกาหลีตั้งแต่อายุ 9 ขวบ เมื่อเติบใหญ่ขึ้นได้เดินทางมาพร้อมพี่ชายเพื่อลงทะเบียนเรียนในโรงเรียนการบินกองทัพบกที่โรงเรียนการบินยามานาชิ หลังจากนั้นไม่นานได้เกิดสงครามโลกครั้งที่สอง เมื่อสงครามสิ้นสุดลง ท่านโอยาม่าได้ออกจากโรงเรียนการบิน และได้ลงทะเบียนเรียนในสายวิทยาศาสตร์การกีฬาที่มหาวิทยาลัยวาเซดะ และได้เริ่มเรียนวิชาคาราเต้สไตล์ Shotokan ในขณะที่ศึกษาที่มหาวิทยาลัยวาเซดะ หลังจากนั้นท่าน Oyama ได้เข้าเรียนที่ Takushoku University ที่โตเกียว และได้ฝึกฝนวิชาคาราเต้สไต์ Goju Ryu ที่นั่นเป็นเวลาหลายปี

อาจารย์โอยาม่า ได้อ่านหนังสือ The Book of Five Rings ที่เขียนโดย Miyamoto Musashi นักดาบชาวญี่ปุ่นที่มีชื่อเสียงอย่างมาก หนังสือนี้สร้างแรงบันดาลใจอย่างมากให้เขาสร้างวินัยที่จะเดินตามรอยของจอมยุทธ์ในอดีต อาจารย์โอยาม่าจึงเริ่มฝึกฝนตัวเองบนภูเขา เหมือนจอมยุทธ์ในอดีต ซึ่งไม่มีใครอยากจะเชื่อว่าในยุคปัจจุบันจะมีใครฝึกฝนตัวเองในลักษณะคล้ายการฝึกในนวนิยายการต่อสู้ จนท้ายสุดท่านได้ใช้เวลาฝึกที่ภูเขาฟูจิ ที่เมืองชิบะ เป็นเวลา 18 เดือน ท่านโอยาม่าได้แข่งขันต่อสู้คาราเต้สาขาศิลปะป้องกันตัวแห่งชาติของญี่ปุ่นได้ชัยชนะ และในปี ค.ศ. 1953 ท่านได้เปิดสำนักของตัวเองชื่อ โอยามะ โดโจ ตรงกับชื่อของท่านคือ Oyama Dojo ที่โตเกียวและสอนคาราเต้ในสไตล์ Goju Ryu หลังจากนั้นท่านก็ได้ทำการสาธิตการศิลปะการต่อสู้ ที่มีชื่อเสียงมากคือการต่อสู้กับวัวด้วยมือเปล่า ทั้งการต่อสู้โดยการจับควบคุมวัวที่เขา และหลายครั้งที่ท่านได้ใช้ฝ่ามือของคาราเตในการหักเขาวัวด้วยมือเปล่า จนเป็นตำนานการต่อสู้ ซึ่งคนส่วนใหญ่พอพูดถึงคาราเต้มักจะคิดถึงการใช้มือสับวัตถุ ส่วนใหญ่ปัจจุบันจะใช้มือสับอิฐหลาย ๆ ชั้น หรือน้ำแข็งหลาย ๆ ก้อน แต่ในยุคบุกเบิกของท่านโอยาม่า ท่านแสดงการต่อสู้กับวัวจนเป็นที่เลื่องลือทั้งในประเทศญี่ปุ่นและต่างประเทศ ด้วยลักษณะการใช้คาราเต้ที่ดุดันหนักหน่วง ท่านจึงได้สร้างคาราเต้สไตล์ใหม่ที่ท่านเรียกว่าคาราเต้สายเคียวคูชิน Kyokushinkai แปลว่า “ความจริงสูงสุด”

การฝึกคาราเต้ในสไตล์เคียวคูชิน มีชื่อเสียงของการฝึกซ้อมอย่างดุเดือน ทรหด เข้มข้น คาราเต้แบบ Full Contact ย่อมหลีกการฝึกต่อสู้หรือ Sparring หรือ Kumite ซึ่งการบาดเจ็บจากการฝึกเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ท่านโอยาม่าเป็นผู้ริเริ่มให้ฝึกคาราเต้แบบทำลายล้าง โดยการฝึกทำลาย แผ่นไม้ แผ่นกระเบื้อง อิฐ ก้อนน้ำแข็ง เพื่อสร้างความสามารถในการเพิ่มความรุนแรงในการจู่โจมต่อสู้ การฝึกสไตล์นี้ทำให้ชาวญี่ปุ่นและชาวต่างประเทศจำนวนมากให้ความสนใจ เพราะคาราเต้สไตล์เคียวคูชินไม่ใช่คาราเต้ที่ฝึกเฉพาะจิตวิญญาณและทักษะเท่านั้น แต่มีการฝึกในการปะทะและต่อสู้จริง ทำให้ผู้เรียนมีความมั่นใจในการป้องกันตัวและมีประสบการณ์ในการปะทะมากพอที่จะพร้อมต่อสู้ได้ในกรณีจำเป็น ที่ต้องต่อสู้ในสถานการ์ที่คับขัน

คาราเต้เคียวคูชิน สำนัก Shinkyokushinkai

เมื่อท่านอาจารย์โอยาม่าได้เสียชีวิตในวัย 70 ปี องค์กรคาราเต้เคียวคูชินในนาม IKO หรือ International Karate Organization ได้แบ่งออกเป็น 3 กลุ่มใหญ่ หนึ่งในกลุ่มนั้นสอนคาราเต้เคียวคูชินในนาม WKO Shinkyokushinkai โดยประธานคาราเต้ซินเคียวคูชินไก คือ ท่าน Kenji Midori ศิษย์สายตรงของอาจารย์ Mas Oyama ผู้ที่มีประสบการณ์ในการแข่งขันคาราเต้ในระดับโลกหลากหลายรายการ ปัจจุบันคาราเต้เคียวคูชิน สาย Shinkyokushinkai ได้มีผู้ฝึกฝนหลายสิบล้านคนทั่วโลก ปัจจุบันคาราเต้สาย Shinkyokushinkai ได้เปิดสอนที่ประเทศไทย สามารถเรียนได้ทั้งแบบ Private Class เรียนแบบตัวต่อตัว และแบบคลาสกลุ่ม ติดต่อได้ที่โรงเรียนสอนการต่อสู้นานาชาติ IMAC Dojo ที่ลาดพร้าว 101 ซอยโพธิ์แก้ว 3 แยก 9 อำนวยการสอนโดยครูคาราเต้สายดำ 5 ท่าน ดูรายละเอียดได้ที่ IMAC Dojo Karate Course

Leave a Comment

Your email address will not be published.