9 Best Martial Arts

9 ศิลปะการป้องกันตัว ยอดนิยมในประเทศไทย

ศิลปะการป้องกันตัว คือศาสตร์แขนงหนึ่งที่เรียนและฝึกฝนเพื่อวัตถุประสงค์ในการป้องกันการถูกคุกคามหรือทำร้าย ซึ่งศาสตร์ในการป้องกันตัวมีหลายประเภทแบ่งออกได้ 2 ประเภทคือ ศิลปะการป้องกันตัวด้วยมือเปล่า และ ศิลปะการป้องกันตัวด้วยอาวุธ ไม่ว่าจะเป็นศาสตร์ป้องกันตัวแบบไหนก็จะต้องผ่านการฝึกฝนร่างกายให้แข็งแกร่ง เทคนิคการใช้ศาสตร์ในการต่อสู้ที่ถูกต้อง และมีวินัยในการฝึกซ้อมเพื่อให้เกิดความสามารถในการใช้ป้องกันตัวได้ในสถานการณ์จริง ศิลปะการป้องกันตัวที่นิยมในโลกและมีแนวโน้มจะเป็นที่นิยมมากขึ้นเรื่อย ๆ ในประเทศไทยที่เราจะแนะนำมีอยู่ 9 วิชาการป้องกันตัว คือ ยูโด ยิวยิตสู มวยไทย กระบองสองท่อน วูซู ไท่จี๋ การ์โปเอร่าย์ คราฟมาก้า และคาราเต้

9 Martial Art Facebook Post min
9 ศิลปะการป้องกันตัวยอดนิยมในประเทศไทย

ยูโด [Judo]

ยูโด คือ ศิลปะการป้องกันตัวที่มุ่งเน้นการฝึกเทคนิคป้องกันตัวจากการถูกจู่โจม และการใช้แรงให้น้อยที่สุดเพื่อประสิทธิภาพในการทำลายคู่ต่อสู้โดยเทคนิคการทุ่ม หัก ล็อค ซึ่งวิชายูโดนี้เป็นวิชาใหม่ซึ่งคิดค้นโดยปรมาจารย์ยูโด ท่านคะโน จิโงะโร ซึ่งปรัชญาของยูโดคือการใช้วิธีโอนอ่อนผ่อนตามหรือทางแห่งความสุภาพเพื่อต่อสู้และได้เปรียบผู้ที่มีกำลังหรือแข็งแรงมากกว่าด้วยเทคนิคการเข้าใจการใช้แรงและท่วงท่าที่มีประสิทธิภาพมากที่สุด การฝึกยูโดจะเริ่มจากการฝึกตบเบาะหรือ Ukemi ซึ่งเป็นเทคนิคที่ยอดเยี่ยมที่สุดในการป้องกันตัวที่เรามีโอกาสล้มลงพื้น การฝึกตบเบาะ 8 ท่าซึ่งเป็นวิชาพื้นฐานของยูโดเป็นที่ประจักษ์ในการป้องกันตัวไม่ใช่แค่เพียงการถูกทำร้ายจากการต่อสู้ แต่ยังช่วยลดอุบัติเหตุประจำวันที่มีโอกาสหกล้มลงพื้น ป้องกันโอกาสที่แขนหัก ขาหัก หรือแม้กระทั่งคอหักจากการล้มลงบนพื้นที่แข็ง การฝึกยูโดจะมีการฝึกการทุ่ม ซึ่งสามารถทุ่มด้วยสะโพก ทุ่มด้วยไหล่ ทุ่มด้วยสีข้างและหลัง การปัดขาให้ลอยกลางอากาศ นอกจากนี้ก็ยังมีการฝึกเทคนิคในการกดล็อกบนพื้น เทคนิคการรัดคอหรือหลอดลม และเทคนิคการหักล็อกข้อคู่ต่อสู้ กีฬายูโดเป็นกีฬาที่อันตรายมาก ปกติจะซ้อมต่อสู้กันที่เราเรียกว่า Randori หรือการฝึกซ้อมแบบจริง ซึ่งต้องซ้อมบนเสื่อ Tatami หรือเบาะยูโดโดยตรงเพราะออกแบบมาเพื่อป้องกันการบาดเจ็บจากการฝึก สุดยอดของการฝึกยูโดคือการฝึก Kata ซึ่งเป็นท่าการฝึกเข้าคู่เพื่อเข้าถึงแก่นวิชาของท่ายูโดที่ถูกต้อง ในประเทศไทย การสอบสายยูโด มีการสอบเลื่อนระดับโดย สมาคมกีฬายูโดแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ โดยมีการสอบปีละประมาณ 4 ครั้ง โดยสอบสายขาวขึ้นสายเขียว สายเขียวขึ้นสายฟ้า สายฟ้าขึ้นสายน้ำตาล สายน้ำตาลขึ้นสายน้ำตาลปลายดำ หลังจากได้สายน้ำตาลปลายดำ 1 ปี จะมีสิทธิสอบสายดำได้

ยิวยิตสู [Jujitsu]

ยิวยิตสู คือ การต่อสู้ด้วยมือเปล่าในระยะประชิดตัวของประเทศญี่ปุ่น ซึ่งในอดีตมีการฝึกเพื่อใช้ในสถานการณ์ที่เราไม่มีอาวุธและจำเป็นต้องต่อสู้กับคู่ต่อสู้ วิชานี้ใช้เพื่อทำให้คู่ต่อสู้บาดเจ็บ และบังคับให้ยอมแพ้ หากไม่ยอมเราสามารถใช้ทักษะยิวยิตสูในการจับมือหักข้อต่อส่วนต่าง ๆ ของร่างกายให้คู่ต่อสู้เราบาดเจ็บถึงขั้นทุพพลภาพได้ วิชายิวยิตสูเป็นวิชาที่เกิดขึ้นในประเทศญี่ปุ่นระหว่างศตวรรษที่ 8 ถึง 16 โดยได้รับอิทธิพลโดยตรงจากศิลปะการต่อสู้โบราณของซามูไรที่เรียกว่า ไทจุสสุ ซึ่งแปลว่าการต่อสู้ด้วยมือเปล่านั่นเอง ในสมัยนั้นวิชายิวยิตสู ไม่ได้มีกติกาอะไรที่แน่ชัด แต่ละสำนักจะฝึกฝนด้วยวิธีของตัวเอง จะใช้ทุกเทคนิคและวิธีในการเอาชนะคู่ต่อสู้ด้วยมือเปล่า เนื่องจากความรุนแรงของวิชายิวยิตสูทำให้ในบางช่วงเวลาประวัติศาสตร์ของญี่ปุ่นได้ห้ามไม่ให้ทำการฝึก ซึ่งเป็นเหตุให้ยุควิชาจำนวนมากได้สูญหายไปกับกฏหมายในช่วงนั้น หลังจากนั้นหลังยุคสงครามวิชายิวยิตสูก็ถูกมองว่าเป็นวิชาที่รุนแรงเกินไป รวมถึงมีศิลปะต่อสู้ใหม่ ๆ ที่เกิดขึ้น เช่น วิชายูโด ซึ่งเป็นวิชาที่พัฒนามาจากวิชายิวยิตสู ซึ่งยังคงจุดเด่นที่สำคัญของวิชายิวยิตสูและยังพัฒนาเป็นกีฬาซึ่งได้รับการยอมรับและได้ความสนใจมากกว่า ทำให้วิชายิวยิตสูค่อย ๆ ไม่ได้รับความสนใจและแทบจะไม่เห็นในประเทศญี่ปุ่น แต่ในทางกลับกัน แนวทางของยิวยิตสูซึ่งถูกนำไปปรับปรุงในวิชายูโดในส่วน Newaza กลับได้รับความนิยมและได้รับการฝึกจากชาวบราซิลและนำไปต่อยอดจนเป็นกีฬาที่มีผู้เรียนจำนวนมากทั่วโลกคือวิชา BJJ หรือ Brazilian Jujitsu สำหรับประเทศไทยกีฬายิวยิตสูได้ถูกนำกลับมาแนะนำให้คนไทยและได้รับความนิยมอย่างรวดเร็ว โดยกีฬายิวยิตสูในประเทศไทย แบ่งการฝึกออก 4 ส่วน คือ Fighting หรือการต่อสู้โดยใช้หมัดและเท้า คล้ายเทควันโดและคาราเต้, Throwing หรือการทุ่มโดยใช้เทคนิคเดียวกับกีฬายูโดในส่วนของการทุ่ม, Newaza หรือการต่อสู้แบบจับหักล็อคข้อต่อ คล้ายกับกีฬา BJJ หรือบราซิลเลี่ยนยิวยิตสู และ Duo หรือการเข้าคู่ต่อสู้เลียนแบบสถานการณ์ต่อสู้จริง ซึ่งปัจจุบันยิวยิตสูได้รับการยอมรับและแพร่หลายอย่างรวดเร็วและคาดว่าจะเป็นกีฬาที่ได้รับการยอมรับอย่างสูงในประเทศไทย

มวยไทย

มวยไทย คือ ศิลปะการต่อสู้ประจำชาติไทย เป็นการต่อสู้ที่ได้รับการยอมรับทั่วโลกว่าเป็นศิปะการต่อสู้ที่รุนแรงและมีประสิทธิภาพสูงที่สุด มวยไทยจะใช้ หมัด เท้า เข่า ศอก เป็นอาวุธหลัก และผู้ฝึกมวยไทยจำเป็นต้องฝึกการออกอาวุธด้วยหมัด เท้า เข่า ศอก และยังต้องฝึกการป้องกันหมัด ป้องกันเท้า ป้องกันเข่า และ ป้องกันศอกด้วย ผู้เรียนมวยไทยจากสำนักที่มีหลักสูตรจะมีการสอนแม่ไม้มวยไทยและลูกไม้มวยไทย ซึ่งในสำนักที่เป็นมวยโบราณแบ่งได้ 4 ภาค

1. มวยลพบุรี

มวยลพบุรี คือมวยไทยภาคกลาง มีเอกลักษณ์ในการพันข้อเท้าและข้อแขน เป็นมวยที่เน้นการใช้ความคิด ความรวดเร็ว ความฉลาดในการชก เน้นความคล่องแคล่วว่องไวและแม่นยำในทั้งจังหวะรุกและจังหวะรับ มีบางท่านเรียกการต่อมวยสไตล์มวยลพบุรีว่าเป็น “มวยเกี้ยว” ซึ่งก็คือมวยที่ใช้ชั้นเชิงและกลอุบายในการต่อสู้ เคลื่อนไหวตัวอยู่เสมอ หลอกล่อหลบหลีกและออกอาวุธทั้งหมัด เท้า เข่า ศอก อย่างรวดเร็ว

2. มวยท่าเสา

มวยท่าเสา คือ มวยไทยภาคเหนือ มีลักษณะโดดเด่นตรงลีลาท่าทางที่สวยงามและมีประสิทธิภาพต่อสู้อย่างเด็ดขาด โดยเฉพาะอย่างยิ่งท่าเตะ ถีบ และ ศอก ของมวยท่าเสาเป็นที่เลื่องลือ อีกทั้งมวยท่าเสามีการผสมผสานกับเทคนิคมวยจีนที่มีเชิงกระบวนท่าที่แตกต่างจากมวยไทยสายอื่น มวยไทยท่าเสายังเป็นมวยที่ได้รับชื่อเสียงจากนายทองดี หรือ พระยาพิชัยดาบหัก ซึ่งเป็นผู้สร้างชื่อเสียงกับแม่ไม้มวยไทยท่าเสาที่ได้รับการยอมรับกันทั่วโลก เอกลักษณ์หนึ่งของมวยท่าเสาคือการไหว้พระแม่ธรณีก่อนทำพิธีไหว้ครู บรมครูของมวยท่าเสาคือ พระอิศวร หรือ พระศิวะ ซึ่งมีความเชื่อว่าเป็นผู้ประสิทธิประสาทวิชาการต่อสู้แบบมวยท่าเสา

3. มวยไชยา

มวยไชยา คือ มวยไทยภาคใต้ เป็นมวยโบราณที่มีเอกลักษณ์พิเศษ ทั้งการรำมวย การตั้งท่า การพันมือคาดเชือก ท่าไหว้ครู และกระบวนท่า 7 ท่าที่แตกต่างเช่น ท่าเสือลากหาง ท่าย่างสามขุม ท่าปั้นหมัด ท่าเต้นแร้งเต้นกา ท่าพับแขนพันหมัด ท่าพันหมัดพลิกเหลี่ยม และท่ากระโดดตบศอก การแต่งการของนักมวยไชยามีการพันหัดที่เรียกว่าหมัดถักด้วยด้ายดิบ การพันลูกโปะ (กระจับ) ซึ่งทำจากผ้าสองผืน โดยผืนแรกใช้ต่างเข็มขัด ส่วนผืนที่สองม้วนเป็นก้อนกลมวางทับแทนกระจับ และมีประเจียดซึ่งเป็นเครื่องสวมศีรษะลักษณะเฉพาะของนักมวยไชยา มวยไทยไชยาในยุคแรกชกที่ศาลาเก้าห้องตรงตำแหน่งสนามหน้าศาลา โดยจะมีเจ้านายและเจ้าหน้าที่ต่าง ๆ ของเมืองไชยานิยมเข้าชมการชกมวยทุกครั้งไป

4. มวยโคราช

มวยโคราช คือ มวยไทยภาคอีสาน กำเนิดที่จังหวัดนครราชสีมาหรือโคราช เอกลักษณ์ของมวยโคราชคือ วมกางเกงขาสั้น ไม่สวมเสื้อ สวมมงคลที่ศีรษะขณะชก พันหมัดแบบคาดเชือก มวยโคราชเป็นมวยวงกว้าง ซึ่งท่ามวยหมัดเหวี่ยงควาย เป็นท่าหมัดอันเลื่องชื่อของมวยโคราช ในการฝึกมวยโคราชจะมีการย่างสามขุม ฝึกท่าอยู่กับที่ 5 ท่า ท่าเคลื่อนที่ 5 ท่า ลูกไม้แก้ทางมวย 11 ท่า ท่าแม้ไม้ครู 5 ท่า และ ท่าแม้ไม้สำคัญโบราณ 21 ท่า

กระบองสองท่อน

กระบองสองท่อน คือ อาวุธที่ประกอบด้วยไม้ 2 ท่อนเชื่อมกันด้วยโซ่หรือเชือก เป็นอาวุธที่สร้างขึ้นครั้งแรกที่เมืองโอะกินะวะ ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งใช้อาวุธนี้ในการฝึกร่วมกับวิชาคาราเต้ของโอะกินะวะ อาวุธกระบองสองท่อนช่วยให้เกิดกล้ามเนื้อมัดเล็กที่แขนของผู้ฝึก สร้างความแข็งแกร่ง ความรวดเร็ว ความสามารถในการควบคุมอาวุธเพื่อใช้ในการป้องกันและโจมตีในเวลาเดียวกัน อาวุธกระบองสองท่อนนี้ได้รับการแพร่หลายทั่วโลกจาก บรู๊ซลี Bruce Lee ที่มักใช้อาวุธกระบองสองท่อนในหนังที่แสดงเป็นอาวุธหลัก หลายท่านที่เคยอ่านจะทราบว่าการที่ บรู๊ซลี ใช้กระบองสองท่อนมาต่อสู้ในหนังกังฟูโดยสู้กับชาวญี่ปุ่นโดยการใช้กระบองสองท่อนนี้ตีเอาชนะคนญี่ปุ่น เป็นเรื่องของการเมืองในยุคนั้น จนกระทั่งคนส่วนใหญ่เข้าใจว่า กระบองสองท่อน ได้เกิดขึ้นที่ประเทศจีน เนื่องจาก บรู๊ซลี เป็นผู้นำมาเผยแพร่ อย่างไรก็ตามกระบองสองท่อนเป็นอาวุธที่ใช้ในวิชาป้องกันตัวได้อย่างดี เหมาะกับผู้เรียนตั้งแต่อายุ 5 – 6 ปี ไปจนถึงผู้สูงอายุ 80 ปี ก็ฝึกได้ วิชากระบองสองท่อนช่วยพัฒนาสมองทั้งสองด้าน ช่วยแก้ปัญหาอัลไซเมอร์ ช่วยเด็กให้มีความจำดีขึ้น เรียนเก่งขึ้น และยังสามารถใช้แสดงเป็นความสามารถพิเศษได้ด้วย

วูซู

วูซู คือ ศิลปะการต่อสู้ของประเทศจีนโบราณ วิชาวูซูเป็นวิชาที่เริ่มจากการใช้ในการสอนทหาร เน้นเทคนิคการต่อสู้ที่ใช้ในสนามรบ วิชาวูซูเป็นศิลปะวัฒนธรรมที่ยาวนานของประเทศจีน ถ้าจะแปลความหมายตรงตัวของวูซู ก็แปลได้ว่า วิทยายุทธ หลายคนเรียกวูซูว่า กังฟู ซึ่งก็เป็นความหมายเดียวกัน กีฬานี้ได้ก่อตั้งขึ้นที่ประเทศไทยในปีพ.ศ. 2520 สนับสนุนโดยการกีฬาแห่ประเทศไทย และได้ปรับเปลี่ยนสถานะเป็นสมาคมสหพันธ์วูซูแห่งประเทศไทยในปี พ.ศ. 2534 ปัจจุบันวูซูมีการแข่งขันหลายชนิด เช่น ประเภทยุทธลีลา (ยุทธลีลาฉางฉวนหรือมวยเหนือ, ยุทธลีลาหนานฉวนหรือมวยใต้, ไท่จี๋ฉวน, ยุทธลีลากระบี่, ยุทธลีลาดาบ, ยุทธลีลาไม้พลองยาว, และยุทธลีลาทวน) ประเภทต่อสู้ และการแข่งเชิดสิงโต ผู้ที่ฝึกวิชาวูซูสามารถฝึกได้ตั้งแต่เด็กจนถึงผู้ใหญ่ จุดเด่นคือการฝึกความยืดหยุ่นของร่างกาย ทักษะด้านยิมนาสติก การฝึกลมปราณการหายใจที่ถูกต้องและสัมพันธ์กับการต่อสู้ การฝึกสมาธิ การฝึกคุณธรรมและความอดทน จึงเป็นวิชาที่เรียนได้ทุกเพศทุกวัยและเป็นกีฬาที่ได้รับการยอมรับอย่างสูงทั่วโลกและมีแนวโน้มจะได้รับความสนใจมากขึ้นเรื่อย ๆ ในประเทศไทย

ไท่จี๋

มวยไท่จี๋ คือ มวยจีนแขนงหนึ่งซึ่งกำเนิดจากหลักของศาสนาเต๋าซึ่งมีความเชื่อว่าสรรพสิ่งนั้นมาจากความว่างเปล่า ในความว่างเปล่านั้นได้ก่อเกิดสภาวะแห่งความเต็มเปี่ยมอันหาที่สุดไม่ได้คือ ไท่จี๋ ทุกอย่างในโลกสามารถอธิบายในเชิงทวิหรือความเป็นคู่ตรงข้ามเสมอ มีกลางวันย่อมมีกลางคืน มีผู้ชายย่อมมีผู้หญิง มีดีย่อมมีชั่ว มีดำย่อมมีขาว ที่เราเรียกว่าหยินและหยาง มวยไท่จี๋ได้รับการคิดค้นโดยปรมาจารย์จางซันเฟิงแห่งสำนักบู๊ตึ้ง มวยไท่จี๋จะฝึกอย่างเชื่องช้าเพื่อให้เข้าถึงเน่ยจิ้น หรือกำลังภายใน ให้ฝึกเรียนรู้แรงและการใช้พลังชี่ให้ไหลในร่างกายเหมือนสายน้ำอย่างไม่ขาดสายตามเส้นลมปราณ การฝึกไท่จี๋จึงเป็นมวยจีนแขนงที่ได้รับความนิยมมากที่สุดทั่วโลก นอกจากจะได้ท่วงท่าในการฝึกกระบวนท่าที่ถูกต้อง ยังฝึกการเรียนรู้การใช้แรง เรียนรู้ลมปราณ เพิ่มศักยภาพในร่างกาย ช่วยลดปัญหาอาการป่วยเรื้อรัง ฝึกสมาธิด้วยการเคลื่อนไหวและกำกับสติกับลมหายใจอยู่เสมอ วิชานี้จึงเรียนได้ทั้งเด็กถึงผู้สูงอายุ โดยมวยไท่จี๋ที่นิยมฝึกในประเทศไทยจะมีมวยไท่จี๋ตระกูลหยาง และมวยไท่จี๋ตระกูลเฉิน นอกจากนี้จะมีมวยไท่จี๋เพื่อการแข่งขันซึ่งผู้ฝึกต้องใช้ความสามารถทางร่างกาย มีความยืดหยุ่นและมีพื้นฐานด้านยิมนาสติกอย่างดี มวยไท่จี๋เป็นศิลปะการป้องกันตัวที่ใช้เวลานานหากเรามีวัตถุประสงค์ในการใช้ต่อสู้ แต่ในเชิงสุขภาพมวยไท่จี๋เป็นวิชาที่น่าสนใจและยอมรับอย่างสูงที่สุดทั่วโลก

การ์โปเอร่าย์

การ์โปเอร่าย์ คือ ศิลปะการป้องกันตัวจากประเทศบราซิล เป็นศิลปะการต่อสู้จากชาวผิวสีชาวอาฟริกาในประเทศบราซิล วิชาการ์โปเอร่าย์หรือคาโปเอร่า เป็นการผสมผสานระหว่างการต่อสู้ การเต้น ดนตรี กายกรรม และปรัชญา ซึ่งมีการแบ่งออกเป็น 2 รูปแบบ คือ การ์โปเอร่าย์แบบดั้งเดิมหรือเราเรียกว่า Angola และการ์โปเอร่าย์แบบ Regional ซึ่งทั้งสองสไตล์นี้แตกต่างกันที่ความรวดเร็วในการฝึกฝนเพื่อใช้โจมตี กาโปเอร่าย์เคยเป็นศิลปะการต่อสู้ต้องห้ามของชนผิวดำจากชาวโปรตุเกส แต่คนผิวดำที่มีสถานะเป็นทาสได้อาศัยดนตรีแสดงเหมือนการละเล่นแต่แท้จริงคือการฝึกต่อสู้เพื่อป้องกันการถูกข่มเหงของชาวโปรตุเกส จนกระทั่งมีผู้ใช้วิชากาโปเอร่าย์ในทางที่ผิดไปก่ออาชญากรรม จนเป็นวิชาที่ผิดกฏหมาย จนกระทั่งในช่วงที่ประเทศบราซิลได้ทำสงครามกับประเทศปารากวัย รัฐบาลบราซิลได้จัดตั้งกองกำลังพิเศษที่เป็นนักสู้กาโปเอร่าย์ หรือกองทหารดำ ได้ต่อสู้และนำชัยชนะมาสู่ประเทศบราซิล กีฬานี้จึงได้กลับมาเป็นกีฬาที่ถูกกฏหมายและเป็นเสมือนกีฬาประจำชาติของประเทศบราซิล การฝึกกาโปเอร่าย์จะฝึกโดยยืนเป็นวงกลม เรียกว่า Roda ซึ่งขณะฝึกจะมีการเล่นดนตรีและร้องเพลงไปด้วย ในการเล่นจะไม่มีการปะทะหรือกระทบกระทั่งกันอย่างรุนแรง จึงเป็นกีฬาที่มีสไตล์ที่แตกต่างและน่าสนใจ กีฬานี้แพร่หลายไปทั่วโลก แต่อาจจะใหม่มากในประเทศไทยซึ่งมีผู้ฝึกกาโปเอร่าย์ไม่มาก แต่เชื่อว่าจะเป็นกีฬาสำหรับคนรุ่นใหม่ที่ต้องการความแตกต่าง ให้เชื่อว่ากาโปเอร่าย์ไม่ใช่การแสดง ไม่ใช่การละเล่น แต่เป็นการฝึกเพื่อการต่อสู้จริง

คราฟมากา

คราฟมากา คือ ศิลปะการต่อสู้จากประเทศอิสราเอล ความหมายของ Krav Maga แปลตรง ๆ คือ การต่อสู้แบบปะทะ เป็นศิลปะการต่อสู้ที่ได้ใช้จริงในการป้องกันตัวจากกลุ่มฟาสซิสต์ในประเทศเชคโกสโลวาเกีย และนำมาใช้ในการฝึกกองกำลังป้องกันของประเทศอิสราเอล วิชาคราฟมากา เป็นวิชาที่ได้รับการยอมรับว่า เป็นวิชาป้องกันตัวหรือวิชา Self Defense อันดับหนึ่งของโลก เพราะออกแบบมาเพื่อให้ต่อสู้ป้องกันตัวจริง วิชานี้ได้ดัดแปลงผสมผสานวิชาต่อสู้ที่ดีที่สุดทั่วโลก เช่น มวยไทย, มวยปล้ำ, ยิวยิตสู, ยูโด, ไอกิโด เป็นต้น การฝึกเน้นในการโจมตีกลัที่รุนแรง รวดเร็ว โดยผู้ฝึกจะเน้นการหลีกเลี่ยงการปะทะ แต่ถ้าหลีกเลี่ยงไม่ได้ต้องกำจัดคู่ต่อสู้โดยใช้เวลาน้อยที่สุด รุนแรงที่สุด ทำลายจุดอ่อนของคู่ต่อสู้ โดยไม่คำนึงถึงการทำอันตรายคู่ต่อสู้จนถึงพิการหรือเสียชีวิต วิชานี้จึงจำเป็นต้องฝึกอย่างถูกวิธี ไม่เหมาะกับผู้ที่ไม่มีวุฒิภาวะทางอารมณ์เพราะอาจนำวิชาไปใช้ในทางที่ผิด เพราะในวิชาเน้นการโจมตีจุดอ่อนของร่างกายเช่น ดวงตา ลำคอ ซี่โครง หว่างขา เป็นต้น ซึ่งหากใช้ในกรณีที่ไม่จำเป็นหรือทำโดยใช้อารมณ์อาจนำไปสู่เหตุที่นำไปสู่คดีความและความสูญเสีย วิชานี้เหมาะกับเด็กที่ผู้ปกครองต้องให้ไปเรียนต่างประเทศหรือที่ไกลจากบ้านที่อันตราย ผู้หญิงที่ทำงานที่มีความเสี่ยง หรือผู้ที่ต้องการเรียนการป้องกันตัวอย่างแท้จริง วิชาคราฟมากาจะเป็นวิชาที่ดีที่สุดในการป้องกันตัวและเอาตัวรอดได้ในสถานการณ์ที่อันตราย

คาราเต้

าราเต้ คือ ศิลปะการต่อสู้จากประเทศญี่ปุ่น ซึ่งเริ่มต้นโดยชาวญี่ปุ่นที่เมืองโอะกินะวะ ซึ่งในยุคนั้นที่ประเทศญี่ปุ่น มีอันตรายและผู้คนจำเป็นต้องฝึกวิชาป้องกันตัวเพื่อป้องกันโจร ป้องกันอันธพาลและการถูกข่มเหง มีชาวญี่ปุ่นที่ได้ฝึกวิชามวยจีน ไม่ว่าจะเป็นมวยสิงอี้ มวยกระเรียน หรือมวยใต้ (หนานฉวน) ได้นำวิชามวยจีนเหล่านี้มาปรับปรุงเพิ่มเติมร่วมกับศิลปะการต่อสู้พื้นบ้านของเมืองโอะกินะวะ จนเป็นศิลปะการต่อสู้ที่เรียกว่า โอะกินะวะเต้ หลังจากนั้นปรมาจารย์ยูโด ได้ช่วยผู้ฝึกฝนวิชาแขนงนี้ในการสถาปนาวิชาต่อสู้ในชื่อว่า คาราเต้ ซึ่งคาราเต้ในสมัยก่อนคำว่าคาราแปลว่าจีนหรือราชวงศ์ถัง เต้แปลว่ามือ คาราเต้ก็คือมวยจีนนั่นเอง แต่หลังจากสงครามโลกครั้งที่ 2 ระหว่างจีนกับญี่ปุ่น ชาวญี่ปุ่นได้อาศัยคำพ้องเสียงเปลี่ยนคำว่าคาราให้เป็นคำที่มาจากคำที่มีความหมายว่าว่างเปล่า คาราเต้ในสมัยนี้จึงเขียนและอ่านแปลความหมายว่า การต่อสู้ด้วยมือเปล่า คาราเต้ได้แบ่งออกเป็น 2 แขนงใหญ่ ๆ คือ คาราเต้โด ซึ่งเป็นคาราเต้ที่ตัดส่วนที่ต้องปะทะ เน้นการเข้าถึงหลักวิชาและฝึกฝนทักษะในเชิงกีฬา และคาราเต้แบบ Full Contact ซึ่งสไตล์ที่นิยมมากที่สุดก็คือคาราเต้เคียวคูชิน ซึ่งในคาราเต้สายนี้ สำนัก WKO Shinkyokushinkai ได้รับการยอมรับทั่วโลก และในประเทศไทยก็สอนคาราเต้สายเคียวคูชินโดยสำนัก Shinkyokushin โดยมีคนไทยสนใจเรียนอย่างมาก สามารถเรียนได้ตั้งแต่เด็กอายุ 7 ปีขึ้นไปจนกระทั่งอายุ 80 ปีก็ยังฝึกได้ ผู้ฝึกคาราเต้จะได้ทักษะการต่อสู้และร่างกายที่แข็งแรงอย่างไม่น่าเชื่อ จึงเป็นกีฬาที่มีอนาคตและน่าจะได้รับความสนใจอย่างมากในประเทศไทย

Leave a Comment

Your email address will not be published.